เรื่องไมโครพลาสติกมักถูกเล่าว่า "กินอาหารทะเลแล้วได้พลาสติกกลับมา" — แต่งานวิจัยชี้ว่าแหล่งที่คนทั่วไปรับเข้าไปมากที่สุดไม่ใช่อาหารทะเล และการเลิกกินอาหารทะเลอาจได้ผลเสียมากกว่าผลดี

สรุป: พลาสติกในทะเลแตกเป็นชิ้นเล็กกว่า 5 มม. เรียกว่าไมโครพลาสติก พบได้ทั้งในน้ำ อาหาร อากาศ และในเนื้อเยื่อมนุษย์ แต่ แหล่งรับเข้าหลักคือน้ำดื่ม ไม่ใช่อาหารทะเล และผลต่อสุขภาพคนยังไม่มีข้อสรุปชัด สิ่งที่ทำได้จริงคือลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวและเปลี่ยนภาชนะเก็บอาหาร

ไมโครพลาสติกคืออะไร มาจากไหน

นิยามที่ใช้กันทั่วไปคือชิ้นพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งเป็นสองประเภทตามที่มา

ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ คือพลาสติกที่ถูกผลิตให้เล็กตั้งแต่แรก เช่น เม็ดสครับในเครื่องสำอาง เม็ดพลาสติกดิบที่ใช้ในโรงงาน และเส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้าที่หลุดออกทุกครั้งที่ซัก

ไมโครพลาสติกทุติยภูมิ คือพลาสติกชิ้นใหญ่ที่แตกตัวลงเรื่อยๆ จากแสงแดด คลื่น และการเสียดสี ถุงพลาสติกหนึ่งใบไม่ได้ย่อยสลายหายไป แต่แตกเป็นชิ้นเล็กลงจนมองไม่เห็น กระบวนการนี้กินเวลาหลายสิบถึงหลายร้อยปีขึ้นกับชนิดพลาสติก

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคำว่า "ย่อยสลาย" ในบริบทของพลาสติกส่วนใหญ่หมายถึงการแตกตัวทางกายภาพ ไม่ใช่การสลายเป็นสารที่ธรรมชาติดูดกลับไปได้เหมือนใบไม้ พลาสติกที่หายไปจากสายตาจึงยังอยู่ในระบบ

ขยะพลาสติกจำนวนมากกองอยู่บนชายหาด
พลาสติกที่ลอยมากับคลื่นสะสมตามชายหาด — ชิ้นใหญ่เหล่านี้จะแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกต่อไปอีกหลายสิบปี · ภาพ: Marek Ślusarczyk · CC BY 3.0 · via Wikimedia Commons

เข้าสู่ร่างกายเราทางไหนบ้าง

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุเส้นทางที่ไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ไว้หลายทาง ได้แก่

  • น้ำดื่ม — ทั้งน้ำประปาและน้ำบรรจุขวด
  • อาหาร — รวมถึงอาหารทะเล เกลือทะเล และอาหารที่สัมผัสภาชนะพลาสติก
  • อากาศที่หายใจ — โดยเฉพาะในอาคารที่มีเส้นใยสังเคราะห์จากพรมและเสื้อผ้าฟุ้งกระจาย
  • เสื้อผ้าที่สวมใส่ — เส้นใยสังเคราะห์หลุดออกและบางส่วนสัมผัสผิวหนัง
  • การดูดซึมผ่านผิวหนัง

ประเด็นสำคัญที่มักหายไปจากข่าวคือ การวิเคราะห์งานวิจัยกว่า 50 ชิ้นพบว่า อนุภาคส่วนใหญ่ที่คนรับเข้าไปในแต่ละสัปดาห์มาจากน้ำดื่ม ทั้งน้ำประปาและน้ำขวด ไม่ใช่จากอาหารทะเล

เรื่องนี้เปลี่ยนคำแนะนำที่ควรให้ไปเลย เพราะการเลิกกินอาหารทะเลด้วยความกลัวไมโครพลาสติกทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ โดยเฉพาะโอเมกา-3 และโปรตีนคุณภาพดี ในขณะที่ลดการสัมผัสได้น้อยกว่าที่คิด

ภาพถ่ายผ่านกล้องจุลทรรศน์แสดงอนุภาคไมโครพลาสติกที่กรองได้จากน้ำดื่มบรรจุขวด
อนุภาคไมโครพลาสติกที่กรองได้จากน้ำดื่มบรรจุขวด ถ่ายผ่านกล้องจุลทรรศน์ — น้ำดื่มคือแหล่งรับเข้าหลักของคนทั่วไป ไม่ใช่อาหารทะเล · ภาพ: Wikimedia Commons · CC BY 4.0
Advertisement

ตัวเลข "บัตรเครดิตหนึ่งใบต่อสัปดาห์" จริงแค่ไหน

ตัวเลขที่ถูกแชร์มากที่สุดในเรื่องนี้คือ "คนเรากินพลาสติกเท่าบัตรเครดิตหนึ่งใบต่อสัปดาห์" หรือราว 5 กรัม ซึ่งมาจากการประเมินที่ WWF สนับสนุน

ตัวเลขนี้ควรใช้ด้วยความระวัง เพราะเป็นการประมาณจากการรวมงานวิจัยหลายชิ้นที่วิธีวัดต่างกัน ไม่ใช่การวัดตรงจากคนจริง และนักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจสูงเกินจริง แหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือมักอ้างตัวเลขนี้โดยไม่ระบุหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน

สิ่งที่แน่นอนกว่าและมีหลักฐานหนักแน่นคือ ไมโครพลาสติกพบได้ในร่างกายมนุษย์จริง มีการตรวจพบในปัสสาวะ น้ำนมแม่ น้ำอสุจิ ขี้เทาทารกแรกเกิด และในเนื้อเยื่ออวัยวะหลายส่วนรวมถึงรกและหัวใจ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้ง ส่วนปริมาณที่แน่นอนต่อสัปดาห์ยังเป็นตัวเลขประมาณการ

ผลต่อสุขภาพ — สิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่ยังไม่รู้

ส่วนนี้ต้องพูดตรงไปตรงมา เพราะเป็นจุดที่ข่าวมักเกินเลยจากหลักฐาน

สิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้ว คือไมโครพลาสติกกระจายอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและพบได้ในเนื้อเยื่อมนุษย์ และการศึกษาในสัตว์ทดลองกับเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบ การทำงานของภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง และความเสียหายระดับเซลล์

สิ่งที่ยังไม่มีข้อสรุป คือผลกระทบเชิงสาเหตุโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์ ระยะเวลาที่อนุภาคเหล่านี้ค้างอยู่ในร่างกาย ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้บางคนได้รับผลมากกว่าคนอื่น และคำถามว่าพลาสติกชนิดไหนอันตรายกว่ากัน

เหตุผลที่ตอบยากคือข้อจำกัดทางจริยธรรมการวิจัย ดังที่นักวิจัยคนหนึ่งอธิบายว่าเราไม่สามารถทำการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมซึ่ง "ไม่ได้รับสัมผัสไมโครพลาสติก" ได้ เพราะไม่มีมนุษย์กลุ่มไหนบนโลกที่ไม่สัมผัสเลย

สรุปสั้นๆ คือความกังวลมีเหตุผลรองรับ แต่การบอกว่า "ไมโครพลาสติกทำให้เป็นมะเร็ง" เป็นการข้ามขั้นจากหลักฐานที่มีอยู่ ท่าทีที่เหมาะสมคือลดการสัมผัสเท่าที่ทำได้โดยไม่ต้องตื่นตระหนก

ไทยอยู่ตรงไหนของปัญหานี้

ไทยมีชายฝั่งยาวทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีอุตสาหกรรมประมงและการท่องเที่ยวทางทะเลที่พึ่งพาความสะอาดของทะเลโดยตรง และเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลในปริมาณสูงตามการประเมินระหว่างประเทศ

เส้นทางหลักที่พลาสติกลงทะเลไม่ใช่การทิ้งลงทะเลโดยตรง แต่คือ แม่น้ำและคลอง ขยะที่ตกค้างในเมืองถูกน้ำฝนพัดลงท่อระบายน้ำ ไหลลงคลอง ลงแม่น้ำ แล้วออกทะเลในที่สุด นี่คือเหตุผลที่การจัดการขยะบนบกสำคัญต่อทะเลมากกว่าที่คนคิด

มาตรการที่ไทยดำเนินการมาระยะหนึ่งคือการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วในห้างและร้านสะดวกซื้อ ซึ่งช่วยลดปริมาณได้ระดับหนึ่ง แต่ถุงหูหิ้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลาสติกใช้ครั้งเดียวทั้งหมด ยังมีบรรจุภัณฑ์อาหาร แก้วน้ำ หลอด และฟิล์มห่อที่ปริมาณมากกว่า

ขยะพลาสติกลอยหนาแน่นในแม่น้ำ
ขยะในแม่น้ำคือเส้นทางหลักที่พลาสติกเดินทางลงทะเล ไม่ใช่การทิ้งลงทะเลโดยตรง — การจัดการขยะบนบกจึงสำคัญที่สุด · ภาพ: DayakSibiriak · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

สิ่งที่ทำได้จริง เรียงตามผลที่ได้

เมื่อรู้ว่าน้ำดื่มและภาชนะเป็นแหล่งสัมผัสหลัก คำแนะนำที่ตรงจุดจึงต่างจากที่เข้าใจกันทั่วไป

  1. อย่าอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติกด้วยไมโครเวฟ — ความร้อนเร่งการหลุดของอนุภาคออกมาสู่อาหารอย่างมีนัยสำคัญ ให้ถ่ายใส่จานแก้วหรือเซรามิกก่อน นี่คือข้อที่ให้ผลชัดที่สุดและทำได้ทันที
  2. เปลี่ยนภาชนะเก็บอาหารเป็นแก้วหรือสเตนเลส โดยเฉพาะสำหรับอาหารร้อนและอาหารมัน ซึ่งดึงสารออกจากพลาสติกได้ง่ายกว่า
  3. ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว — พกขวดน้ำและภาชนะของตัวเอง ลดทั้งการสัมผัสของเราและปริมาณที่ไหลลงทะเล
  4. เลือกเสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติเมื่อเลือกได้ — เส้นใยสังเคราะห์หลุดออกทุกครั้งที่ซักและเป็นแหล่งไมโครพลาสติกทั้งในบ้านและในน้ำทิ้ง
  5. ล้างภาชนะพลาสติกด้วยมือแทนเครื่องล้างจาน — ความร้อนสูงและแรงฉีดทำให้ผิวพลาสติกสึกเร็วขึ้น
  6. ทิ้งขยะให้ถูกที่และแยกขยะ — เพราะเส้นทางหลักลงทะเลคือขยะตกค้างในเมืองที่ถูกน้ำฝนพัดลงคลอง

สิ่งที่ ไม่ จำเป็นต้องทำคือการเลิกกินอาหารทะเล เพราะไม่ใช่แหล่งสัมผัสหลักและการเลิกกินทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการโดยไม่ได้ลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

Advertisement

สรุป

ไมโครพลาสติกอยู่ในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายมนุษย์จริง นั่นคือข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ แต่ผลกระทบเชิงสาเหตุต่อสุขภาพยังไม่มีข้อสรุป และตัวเลขที่แชร์กันบ่อยอย่างบัตรเครดิตหนึ่งใบต่อสัปดาห์เป็นการประมาณที่ควรใช้ด้วยความระวัง

สิ่งที่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติได้จริงคือการรู้ว่าแหล่งสัมผัสหลักคือน้ำดื่มและภาชนะ ไม่ใช่อาหารทะเล ดังนั้นการเลิกอุ่นอาหารในกล่องพลาสติกและเปลี่ยนภาชนะเก็บอาหาร ให้ผลมากกว่าการงดกินปลา

คำถามที่พบบ่อย

กินอาหารทะเลอันตรายไหม ควรเลิกกินหรือเปล่า

ไม่ควรเลิก งานวิจัยชี้ว่าอาหารทะเลไม่ใช่แหล่งรับไมโครพลาสติกหลักของคนทั่วไป และการเลิกกินทำให้เสียประโยชน์ทางโภชนาการที่สำคัญโดยเฉพาะโอเมกา-3 ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าดีต่อสุขภาพหัวใจและสมอง นักวิจัยบางคนถึงกับเตือนว่าการเลี่ยงอาหารทะเลเพราะกลัวพลาสติกอาจให้ผลเสียมากกว่าผลดี

น้ำขวดกับน้ำประปา อันไหนมีไมโครพลาสติกน้อยกว่า

งานวิจัยพบไมโครพลาสติกได้ในทั้งสองแบบ และผลแตกต่างกันไปตามพื้นที่และวิธีวัด จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้ทุกที่ สิ่งที่ทำได้คือหลีกเลี่ยงการปล่อยขวดพลาสติกทิ้งไว้ในที่ร้อนหรือกลางแดด เพราะความร้อนเร่งการหลุดของอนุภาค และการใช้ขวดแก้วหรือสเตนเลสสำหรับน้ำที่ดื่มประจำ

ต้มน้ำหรือกรองน้ำช่วยลดไมโครพลาสติกได้ไหม

เครื่องกรองน้ำที่มีไส้กรองละเอียดสามารถดักอนุภาคขนาดหนึ่งได้ แต่ประสิทธิภาพขึ้นกับชนิดและขนาดรูของไส้กรอง ไม่มีวิธีในครัวเรือนที่กำจัดได้ทั้งหมด และควรระวังว่าเครื่องกรองบางแบบใช้ชิ้นส่วนพลาสติกเอง สิ่งที่ให้ผลแน่นอนกว่าคือการลดแหล่งสัมผัสอื่นอย่างการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก

พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพช่วยแก้ปัญหาไหม

ช่วยได้บางส่วนแต่ไม่ใช่คำตอบสมบูรณ์ พลาสติกที่ระบุว่าย่อยสลายได้หลายชนิดต้องการเงื่อนไขเฉพาะ เช่น อุณหภูมิสูงในโรงหมักอุตสาหกรรม จึงจะย่อยได้จริง ถ้าหลุดลงทะเลหรือฝังกลบธรรมดาอาจแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกเช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป การลดปริมาณการใช้ตั้งแต่ต้นทางยังเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

แหล่งอ้างอิง

  • Stanford Medicine — Microplastics and our health: What the science says เส้นทางการรับสัมผัส สิ่งที่ยืนยันแล้วและยังไม่รู้ และคำแนะนำลดการสัมผัส
  • งานทบทวนงานวิจัยด้านความปลอดภัยของอาหารทะเลกับไมโครพลาสติก — ข้อสรุปว่าอาหารทะเลไม่ใช่แหล่งรับสัมผัสหลัก
  • WWF — การประเมินปริมาณไมโครพลาสติกที่มนุษย์รับเข้าต่อสัปดาห์ (ตัวเลขประมาณการ ไม่ใช่การวัดตรง)
  • กรมควบคุมมลพิษ — สถานการณ์ขยะพลาสติกและมาตรการลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวของไทย

อ่านต่อ: โลกร้อน 1.5°C กระทบไทยยังไง · เมืองใหญ่กำลังจมน้ำ · บทความข่าวโลก