คนมักคิดว่าเมืองจมน้ำเพราะน้ำทะเลสูงขึ้น — แต่ในกรณีกรุงเทพฯ แรงที่ทำให้จมเร็วกว่านั้นมาก คือแผ่นดินที่ทรุดลงมาเอง และนั่นคือข่าวดี เพราะเป็นส่วนที่เราควบคุมได้
สองแรงที่ทำให้เมืองจม และแรงไหนเร็วกว่า
คำว่า "เมืองจมน้ำ" ที่เห็นในข่าวรวมสองกระบวนการที่ต่างกันไว้ด้วยกัน ซึ่งควรแยกให้ออกเพราะทางแก้คนละแบบ
แรงที่หนึ่ง — น้ำทะเลสูงขึ้น เกิดจากสองสาเหตุคือน้ำทะเลขยายตัวเมื่ออุ่นขึ้น และน้ำแข็งบนบกละลายลงมาเติม อัตราปัจจุบันอยู่ในระดับไม่กี่มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งฟังดูน้อยแต่สะสมต่อเนื่องและหยุดยาก เพราะเป็นผลจากการปล่อยคาร์บอนทั้งโลก ไม่ใช่สิ่งที่เมืองใดเมืองหนึ่งแก้ได้เอง
แรงที่สอง — แผ่นดินทรุด (land subsidence) เกิดจากการสูบน้ำบาดาลออกจากชั้นดินใต้เมืองจนช่องว่างระหว่างเม็ดดินยุบตัว บวกกับน้ำหนักของอาคารที่กดทับดินอ่อน แรงนี้ทำงานเร็วกว่าน้ำทะเลสูงขึ้นมาก ในเมืองที่สูบน้ำบาดาลหนัก อัตราทรุดอาจถึงระดับหลายเซนติเมตรต่อปี ซึ่งเร็วกว่าน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นสิบเท่า
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ในเมืองที่มีปัญหาแผ่นดินทรุด ตัวการหลักไม่ใช่โลกร้อน แต่คือการใช้น้ำบาดาลของเมืองเอง ซึ่งแปลว่าแก้ได้ด้วยนโยบายในประเทศ ไม่ต้องรอความตกลงระหว่างประเทศ
บทเรียนจากเมืองที่เคยเจอมาก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ หลายเมืองเจอมาก่อนและมีทั้งกรณีที่แก้สำเร็จและกรณีที่แก้ไม่ทัน
| เมือง | สิ่งที่เกิดขึ้น | บทเรียน |
|---|---|---|
| โตเกียว | ทรุดหนักมากในช่วงหลังสงครามจากการสูบน้ำบาดาล | ออกกฎหมายคุมน้ำบาดาลเข้มงวด อัตราทรุดชะลอลงอย่างชัดเจน — พิสูจน์ว่าหยุดได้จริง |
| จาการ์ตา | ทรุดเร็วมากจากน้ำบาดาลเพราะระบบประปาไม่ทั่วถึง | รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจย้ายเมืองหลวง — แสดงว่าถ้าปล่อยไว้นานเกินไป ทางเลือกจะเหลือน้อยลง |
| เวนิส | ทรุดจากน้ำบาดาลในอดีต ปัจจุบันเจอน้ำท่วมตามฤดู | หยุดสูบน้ำบาดาลแล้ว และลงทุนระบบประตูกั้นน้ำ — แต่ต้นทุนสูงมากเมื่อแก้ตอนสาย |
| เซี่ยงไฮ้ | ทรุดจากน้ำบาดาลและน้ำหนักตึกสูง | ใช้วิธีอัดน้ำกลับลงชั้นใต้ดินร่วมกับการควบคุมการสูบ |
รูปแบบที่เห็นตรงกันคือ เมืองที่ลงมือคุมน้ำบาดาลเร็วสามารถชะลอการทรุดได้จริง ส่วนเมืองที่ปล่อยไว้จนสายต้องจ่ายค่าโครงสร้างป้องกันมหาศาลหรือถึงขั้นย้ายเมือง
กรุงเทพฯ เสี่ยงแค่ไหนจริง
กรุงเทพฯ มีลักษณะที่ทำให้เสี่ยงกว่าเมืองชายฝั่งทั่วไปหลายข้อพร้อมกัน
- ตั้งอยู่บนดินเหนียวอ่อนของที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชั้นดินที่ยุบตัวง่ายเมื่อถูกกดหรือเมื่อน้ำใต้ดินถูกดึงออก
- อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองอยู่สูงในระดับหน่วยเมตรเท่านั้น ทำให้ระยะห่างจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก
- มีประวัติการสูบน้ำบาดาลหนักในอดีต โดยเฉพาะช่วงที่เมืองขยายตัวเร็วและระบบประปายังไม่ครอบคลุม
- น้ำหนักของเมืองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากอาคารสูงและโครงสร้างพื้นฐานที่หนาแน่นขึ้น
- รับน้ำจากสามทางพร้อมกัน คือน้ำเหนือที่ไหลลงมาตามแม่น้ำ น้ำฝนในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย ซึ่งถ้ามาพร้อมกันจะระบายไม่ทัน
ข่าวดีคือประเทศไทยมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาลและเก็บค่าใช้น้ำบาดาลมานานพอสมควรแล้ว ประกอบกับการขยายระบบประปาให้ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้อัตราการทรุดตัวในเขตเมืองชั้นในชะลอลงจากยุคที่หนักที่สุด
แต่ปัญหายังไม่จบ เพราะพื้นที่รอบนอกและเขตอุตสาหกรรมบางแห่งยังใช้น้ำบาดาลอยู่ และการทรุดที่เกิดไปแล้วในอดีต ย้อนกลับไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือหยุดไม่ให้ทรุดเพิ่ม
ทำไมน้ำท่วม 2554 ถึงเป็นบทเรียนสำคัญ
มหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินทรุดหรือน้ำทะเลสูงขึ้นโดยตรง แต่มันเปิดให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือปริมาณน้ำเหนือจำนวนมากไหลลงมาพร้อมกันหลายลุ่มน้ำในเวลาใกล้กัน ขณะที่พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติในที่ราบภาคกลางถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยไปมากแล้ว น้ำจึงไม่มีที่ไปและท่วมนานหลายสัปดาห์
บทเรียนที่ยังใช้ได้คือ เมืองที่อยู่ต่ำและทรุดลงเรื่อยๆ จะยิ่งพึ่งพาระบบสูบและคันกั้นน้ำมากขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้พลังงาน การบำรุงรักษา และมีขีดจำกัด ถ้าเกินขีดจำกัดเมื่อไหร่ ความเสียหายจะรุนแรงกว่าเมืองที่ยังมีพื้นที่รับน้ำเหลืออยู่
ทางแก้ที่ได้ผลจริง เรียงตามความคุ้มค่า
จากประสบการณ์ของเมืองต่างๆ มาตรการที่ได้ผลเรียงจากคุ้มค่าที่สุดไปหาแพงที่สุดมีดังนี้
- ควบคุมการสูบน้ำบาดาลอย่างจริงจัง — นี่คือมาตรการที่ให้ผลเร็วและถูกที่สุด เพราะหยุดแรงที่ทำให้ทรุดเร็วที่สุดโดยตรง ต้องมาคู่กับการขยายระบบประปาให้ครอบคลุมเพื่อให้มีทางเลือกทดแทน
- รักษาและเพิ่มพื้นที่รับน้ำ — สวนสาธารณะที่ออกแบบให้รับน้ำได้ แก้มลิง และพื้นที่ชุ่มน้ำรอบเมือง ช่วยลดภาระระบบระบายน้ำในวันฝนตกหนักโดยไม่ต้องสร้างท่อใหญ่ขึ้น
- ปรับผังเมืองไม่ให้ถมพื้นที่ลุ่มเพิ่ม — ทุกครั้งที่ถมที่ลุ่มเพื่อสร้างโครงการ น้ำที่เคยไปที่นั่นต้องไปโผล่ที่อื่น
- อัดน้ำกลับลงชั้นใต้ดิน — เทคนิคที่บางเมืองใช้เพื่อลดการยุบตัว แต่ต้นทุนสูงและต้องมีน้ำสะอาดเพียงพอ
- คันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ — ได้ผลแต่แพงที่สุดและเป็นการซื้อเวลา ไม่ได้แก้สาเหตุ ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ทางเลือกแรก
สรุป
กรุงเทพฯ เผชิญทั้งน้ำทะเลที่สูงขึ้นและแผ่นดินที่ทรุดลง แต่สองแรงนี้ไม่เท่ากัน แผ่นดินทรุดทำงานเร็วกว่ามากและเป็นส่วนที่มาจากการใช้น้ำบาดาลของเราเอง
บทเรียนจากโตเกียวคือการทรุดหยุดได้จริงถ้าคุมน้ำบาดาลอย่างจริงจัง ส่วนบทเรียนจากจาการ์ตาคือถ้าปล่อยไว้จนสาย ทางเลือกจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจต้องย้ายเมือง คำถามสำหรับกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่ว่าจะจมหรือไม่ แต่คือจะเลือกเดินตามเส้นทางไหน
คำถามที่พบบ่อย
กรุงเทพฯ จะจมน้ำในกี่ปี
ไม่มีใครระบุปีได้อย่างแม่นยำ เพราะขึ้นกับตัวแปรหลายอย่างที่เปลี่ยนได้ ทั้งอัตราการปล่อยคาร์บอนของโลก อัตราการสูบน้ำบาดาลในอนาคต และการลงทุนโครงสร้างป้องกัน ตัวเลขที่เห็นตามข่าวมักเป็นภาพจำลองภายใต้สมมติฐานที่ต่างกัน ควรอ่านว่าเป็นการฉายภาพความเสี่ยง ไม่ใช่คำพยากรณ์
แผ่นดินที่ทรุดไปแล้วฟื้นกลับได้ไหม
ส่วนใหญ่ไม่ได้ เมื่อชั้นดินเหนียวถูกอัดตัวจากการสูญเสียน้ำใต้ดิน โครงสร้างของดินเปลี่ยนไปอย่างถาวร การเติมน้ำกลับช่วยชะลอการทรุดต่อได้แต่ไม่ได้ยกแผ่นดินกลับขึ้นมา สิ่งที่ทำได้จริงคือหยุดไม่ให้ทรุดเพิ่ม
คนทั่วไปช่วยอะไรได้บ้าง
เรื่องที่ตรงจุดที่สุดคือการไม่สนับสนุนการใช้น้ำบาดาลผิดกฎหมาย และการใช้น้ำประปาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดแรงกดดันต่อระบบน้ำโดยรวม ในระดับที่อยู่อาศัย การไม่ถมที่ลุ่มและการเลือกซื้อบ้านโดยตรวจสอบประวัติน้ำท่วมของพื้นที่ก็เป็นการตัดสินใจที่มีผลจริง
ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ควรดูอะไรเรื่องน้ำ
ควรตรวจสอบประวัติน้ำท่วมของพื้นที่ย้อนหลังหลายปี ไม่ใช่ดูแค่ปีล่าสุด ดูระดับพื้นโครงการเทียบกับถนนและคลองใกล้เคียง สอบถามระบบระบายน้ำและเครื่องสูบของโครงการ และดูว่าพื้นที่รอบข้างยังเป็นที่ลุ่มรับน้ำอยู่หรือถูกถมไปหมดแล้ว เพราะถ้ารอบข้างถูกถม น้ำจะมารวมที่จุดที่ยังต่ำอยู่
แหล่งอ้างอิง
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — มาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาลและการเฝ้าระวังแผ่นดินทรุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
- สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน — การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- UNESCO Working Group on Land Subsidence — กรณีศึกษาแผ่นดินทรุดในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว เซี่ยงไฮ้ และเวนิส
- องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) — แนวโน้มระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิเฉลี่ยโลก
อ่านต่อ: โลกร้อน 1.5°C กระทบไทยยังไง · สถานการณ์น้ำ · เช็กลิสต์รับมือภัยพิบัติ

