ชีวิตประจำวันกับสิ่งแวดล้อม · Series E ตอนที่ 2
← ตอนที่ 1: Zero Waste · อาหารรักษ์โลก

คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "กินของท้องถิ่น ลดระยะทางขนส่ง" — แต่ตัวเลขจากงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้บอกว่าการขนส่งคิดเป็นแค่ 6% ของคาร์บอนจากอาหาร สิ่งที่คุณกินสำคัญกว่าที่มันมาจากไหนมาก

สรุป: คาร์บอนจากอาหารกว่า 90% มาจากการผลิต ไม่ใช่การขนส่ง ความต่างระหว่างเนื้อวัวกับโปรตีนจากพืชอยู่ที่ระดับหลายสิบเท่า ส่วนขยะอาหารคือคาร์บอนที่ปล่อยไปแล้วโดยเปล่าประโยชน์ สามอย่างนี้คือจุดที่เปลี่ยนแล้วเห็นผลจริง โดยไม่ต้องเป็นวีแกน

ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพ

ข้อมูลอ้างอิงหลักของเรื่องนี้มาจากงานวิจัยของ Joseph Poore และ Thomas Nemecek ตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 2561 (2018) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากฟาร์มกว่า 38,700 แห่ง ใน 119 ประเทศ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 40 ชนิด ทำให้เป็นชุดข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุดชุดหนึ่งในเรื่องนี้

ตัวเลขที่ควรจำมีไม่กี่ตัว

อาหารคาร์บอนต่อ 1 กิโลกรัมเทียบเป็นเท่า
เนื้อวัว (จากฝูงเลี้ยงเนื้อ)ราว 99 กก. CO2eสูงที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหมด
เต้าหู้ราว 2.9 กก. CO2eราว 1 ใน 34 ของเนื้อวัว
ถั่วลันเตาราว 0.9 กก. CO2eราว 1 ใน 110 ของเนื้อวัว

โดยภาพรวม อาหารจากพืชปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าอาหารจากสัตว์ราว 10 ถึง 50 เท่า ซึ่งเป็นช่องว่างที่ใหญ่จนการปรับเรื่องอื่นเทียบไม่ติด

สาเหตุที่เนื้อวัวสูงกว่าอย่างชัดเจนมีสามข้อรวมกัน คือ ก๊าซมีเทนจากระบบย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ซึ่งมีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มากในระยะสั้น การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ และ อาหารสัตว์ที่ต้องปลูกพืชจำนวนมากเพื่อผลิตเนื้อหนึ่งกิโลกรัม

ฝูงวัวเนื้อกำลังเล็มหญ้าในทุ่งเลี้ยงสัตว์
เนื้อวัวปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหมด จากมีเทนของสัตว์เคี้ยวเอื้อง การใช้พื้นที่ และอาหารสัตว์ · ภาพ: Carl Davies, CSIRO · CC BY 3.0 · via Wikimedia Commons

ทำไม "กินของท้องถิ่น" ถึงช่วยน้อยกว่าที่คิด

นี่คือส่วนที่ขัดกับสามัญสำนึกมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่หลายคนทุ่มเทผิดจุด

จากการวิเคราะห์เดียวกัน การขนส่งคิดเป็นเพียงราว 6% ของคาร์บอนจากระบบอาหารทั้งหมด ส่วนที่เหลือกว่า 90% เกิดขึ้นตั้งแต่ในฟาร์มและกระบวนการผลิต ก่อนอาหารจะออกเดินทางเสียอีก

เหตุผลคืออาหารส่วนใหญ่ของโลกเดินทางด้วย เรือ ซึ่งขนได้ทีละมหาศาลและใช้พลังงานต่อกิโลกรัมต่ำมาก จากปริมาณการขนส่งอาหารทั่วโลก การขนส่งทางอากาศซึ่งปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดคิดเป็นเพียงราว 0.16% ของทั้งหมดเท่านั้น

ผลในทางปฏิบัติคือ เนื้อวัวที่เลี้ยงในจังหวัดข้างๆ ยังปล่อยคาร์บอนมากกว่าถั่วที่นำเข้ามาทางเรือหลายเท่า การเลือกว่าจะกินอะไรจึงมีน้ำหนักมากกว่าการเลือกว่าอาหารนั้นมาจากที่ไหน

ข้อยกเว้นที่ควรรู้คืออาหารที่ขนส่งทางอากาศจริงๆ ซึ่งมักเป็นของสดที่เน่าเร็วและราคาสูง เช่น ผลไม้เบอร์รีนอกฤดูบางชนิดหรืออาหารทะเลสดพรีเมียม กลุ่มนี้คาร์บอนจากการขนส่งมีนัยสำคัญ แต่เป็นสัดส่วนเล็กมากของอาหารที่คนทั่วไปกิน

Advertisement

ขยะอาหาร — คาร์บอนที่จ่ายไปฟรีๆ

เรื่องนี้ตรงไปตรงมาที่สุดและเป็นจุดที่คนไทยทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนู

อาหารทุกจานที่ถูกทิ้งคือคาร์บอนที่ถูกปล่อยไปแล้วทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูก การให้น้ำ ปุ๋ย การขนส่ง การเก็บรักษาในความเย็น จนถึงการปรุง โดยไม่ได้เลี้ยงใครเลย

ที่แย่กว่านั้นคือเมื่ออาหารถูกฝังกลบรวมกับขยะอื่น มันจะย่อยสลายในสภาพไร้ออกซิเจนและปล่อย ก๊าซมีเทน ออกมา ซึ่งรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก เท่ากับเสียคาร์บอนสองต่อ

สำหรับครัวไทย จุดที่ของเหลือทิ้งเยอะที่สุดมักเป็นสามจุดนี้

  • ผักสดที่ซื้อมาเผื่อ แล้วเน่าก่อนได้ใช้ โดยเฉพาะผักใบ
  • อาหารสั่งเกิน ทั้งจากร้านและเดลิเวอรี ซึ่งมักมาพร้อมข้าวและเครื่องเคียงที่ไม่ได้แตะ
  • ของในตู้เย็นที่ลืม จนหมดอายุ
เศษอาหารเหลือทิ้งในถังขยะ
อาหารที่ถูกทิ้งคือคาร์บอนที่ปล่อยไปแล้วตลอดห่วงโซ่โดยไม่ได้เลี้ยงใคร และยังปล่อยมีเทนซ้ำเมื่อฝังกลบ · ภาพ: US EPA · Public domain · via Wikimedia Commons

แผนที่ทำได้จริงในครัวไทย

หลักการคือเปลี่ยนสิ่งที่มีน้ำหนักมากก่อน และไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

ขั้นที่ 1 — ลดของเหลือทิ้ง (ทำได้ทันที ประหยัดเงินด้วย)

  • วางแผนเมนูก่อนไปตลาด และซื้อผักใบเท่าที่จะใช้ภายใน 2–3 วัน
  • จัดตู้เย็นแบบ "ของเก่าอยู่หน้า" เพื่อไม่ให้ลืม
  • เศษผัก ก้านผักชี รากผัก เก็บทำน้ำซุปแทนทิ้ง
  • อาหารเหลือแบ่งแช่แข็งเป็นมื้อ แทนแช่ทั้งหม้อแล้วไม่มีใครกิน

ขั้นที่ 2 — ปรับสัดส่วนโปรตีน ไม่ใช่ตัดขาด

ครัวไทยได้เปรียบตรงที่อาหารดั้งเดิมของเราหลายอย่างเป็นพืชเป็นหลักอยู่แล้ว การปรับจึงไม่ใช่การกินอาหารแปลกใหม่ แต่คือกลับไปหาเมนูที่คุ้นเคย

  • เมนูพืชที่คนไทยกินอยู่แล้ว — แกงเลียง แกงส้มผักรวม ผัดผักบุ้ง ยำถั่วพู เต้าหู้ทรงเครื่อง ต้มจับฉ่าย น้ำพริกผักลวก
  • ลดความถี่เนื้อแดง ไม่ต้องเลิก — ถ้ากินเนื้อวัวสัปดาห์ละ 3 มื้อแล้วลดเหลือ 1 มื้อ ผลต่อคาร์บอนมากกว่าการเปลี่ยนไปซื้อของท้องถิ่นทั้งหมดหลายเท่า
  • สลับเป็นไก่ ไข่ ปลา ซึ่งโดยทั่วไปปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเนื้อแดงชัดเจน
  • เพิ่มถั่วและเต้าหู้ เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกและคาร์บอนต่ำมาก

ขั้นที่ 3 — เรื่องที่ทำได้แต่มีน้ำหนักน้อยกว่า

เรื่องเหล่านี้ดีแต่ไม่ควรทำแทนสองข้อแรก ได้แก่ การเลือกของตามฤดูกาล การลดบรรจุภัณฑ์ และการซื้อจากตลาดสดแทนซูเปอร์ ทั้งหมดช่วยได้จริงในระดับหนึ่ง แต่ผลน้อยกว่าการลดของเหลือทิ้งและการปรับสัดส่วนโปรตีนมาก

แผงผักสดในตลาดกำลังจัดเรียงผักหลากชนิด
ครัวไทยได้เปรียบเพราะเมนูพืชเป็นของคุ้นเคยอยู่แล้ว การปรับจึงไม่ใช่การกินของแปลกใหม่ · ภาพ: PattayaPatrol · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

ข้อควรระวังเรื่องฉลากและการตลาด

เมื่อเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นจุดขาย ก็มีการตลาดที่ใช้ประโยชน์จากความตั้งใจดีของผู้บริโภค

คำว่า ออร์แกนิก เกี่ยวกับวิธีเพาะปลูกและการใช้สารเคมี ซึ่งดีต่อดินและสุขภาพเกษตรกร แต่ไม่ได้แปลว่าคาร์บอนต่ำเสมอไป บางกรณีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าจึงใช้พื้นที่มากกว่าเพื่อผลผลิตเท่ากัน

คำว่า เนื้อเลี้ยงแบบยั่งยืน หรือเลี้ยงปล่อยทุ่ง ดีต่อสวัสดิภาพสัตว์ แต่ในแง่คาร์บอนต่อกิโลกรัม เนื้อวัวยังคงสูงกว่าโปรตีนจากพืชอย่างมีนัยสำคัญ การลดปริมาณจึงได้ผลมากกว่าการเปลี่ยนไปซื้อเนื้อที่ระบุว่ายั่งยืน

และการซื้อของ "ดีต่อโลก" ราคาแพงมาแล้วกินไม่หมด ให้ผลแย่กว่าการซื้อของธรรมดาแล้วกินหมดทุกครั้ง

สรุป

ถ้าจำได้แค่สามข้อ ให้จำว่า สิ่งที่กินสำคัญกว่าที่มาจากไหน เพราะการขนส่งเป็นแค่ 6% ช่องว่างระหว่างเนื้อแดงกับพืชอยู่ที่ระดับหลายสิบเท่า ไม่ใช่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และ อาหารที่ทิ้งคือคาร์บอนที่จ่ายฟรี

ข่าวดีสำหรับคนไทยคือไม่ต้องเปลี่ยนวิธีกินให้แปลกจากเดิม เพราะเมนูพืชแบบไทยมีอยู่แล้วเต็มไปหมด สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือสัดส่วนและการวางแผนซื้อ ซึ่งประหยัดเงินไปพร้อมกันด้วย

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเป็นวีแกนถึงจะช่วยโลกได้ไหม

ไม่จำเป็น การลดความถี่ของเนื้อแดงให้ผลชัดเจนโดยไม่ต้องตัดขาด เพราะช่องว่างคาร์บอนระหว่างเนื้อวัวกับโปรตีนจากพืชกว้างมาก การเปลี่ยนแค่บางมื้อก็ให้ผลที่วัดได้ และการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมีโอกาสทำได้ต่อเนื่องมากกว่าการเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียวแล้วเลิกกลางคัน

อาหารนำเข้าแย่กว่าอาหารท้องถิ่นเสมอไหม

ไม่เสมอไป การขนส่งคิดเป็นเพียงราว 6% ของคาร์บอนจากอาหาร และอาหารส่วนใหญ่เดินทางทางเรือซึ่งใช้พลังงานต่อกิโลกรัมต่ำมาก ชนิดของอาหารสำคัญกว่าระยะทางมาก ข้อยกเว้นคืออาหารที่ขนส่งทางอากาศจริงๆ ซึ่งเป็นสัดส่วนเล็กมากของอาหารทั้งหมด

กินเจหรือกินมังสวิรัติช่วงเทศกาลช่วยได้จริงไหม

ช่วยได้ตามสัดส่วนเวลาที่ทำ การกินเจ 9 วันต่อปีลดคาร์บอนได้จริงในช่วงนั้น แต่ผลรวมทั้งปีจะมากกว่าถ้าปรับสัดส่วนโปรตีนในชีวิตประจำวันตลอดปี เช่น เพิ่มมื้อพืชสัปดาห์ละ 2–3 มื้ออย่างสม่ำเสมอ

นมกับชีสอยู่ตรงไหน

อยู่ระหว่างกลาง สูงกว่าอาหารจากพืชชัดเจนเพราะมาจากสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ปล่อยมีเทนเช่นกัน แต่โดยทั่วไปต่ำกว่าเนื้อวัวต่อหน่วยน้ำหนัก ชีสมักสูงกว่านมสดเพราะใช้นมปริมาณมากในการผลิตชีสหนึ่งกิโลกรัม

แหล่งอ้างอิง

  • Poore, J. & Nemecek, T. (2018) — Reducing food's environmental impacts through producers and consumers, Science · ข้อมูลจากฟาร์ม 38,700 แห่ง ใน 119 ประเทศ ครอบคลุม 40 ผลิตภัณฑ์
  • Our World in Data — Focus on what you eat, not whether your food is local สัดส่วนการขนส่ง 6% และการขนส่งทางอากาศ 0.16%
  • UNEP — Food Waste Index รายงานสถานการณ์ขยะอาหารระดับโลก
  • กรมควบคุมมลพิษ — ข้อมูลขยะอาหารและการจัดการขยะอินทรีย์ของไทย

อ่านต่อ: Zero Waste เริ่มยังไง · โลกร้อน 1.5°C กระทบไทยยังไง · ไมโครพลาสติกในทะเล