โลกร้อนและสภาพอากาศ · Series D ตอนที่ 1
เริ่มจากกติกา — ทำไมข้อตกลงที่บังคับใครไม่ได้ ถึงยังเป็นกลไกหลักของโลก

ความตกลงปารีสไม่มีศาล ไม่มีค่าปรับ และไม่สามารถบังคับให้ประเทศไหนลดคาร์บอนได้เลย — ฟังดูเหมือนข้อตกลงที่ไร้ฟัน แต่มันถูกออกแบบมาแบบนั้นด้วยเหตุผล และนั่นคือสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนจะตัดสินว่ามันได้ผลหรือไม่

สรุป: ความตกลงปารีสไม่ได้กำหนดเป้าให้แต่ละประเทศ แต่ให้แต่ละประเทศตั้งเป้าเอง แล้วใช้กลไกสามอย่างดันให้เป้าสูงขึ้นทุกรอบ 5 ปี คือ NDC (เป้าที่ประเทศตั้งเอง) Global Stocktake (การประเมินรวมของโลก) และ ratchet mechanism (กติกาว่าเป้าใหม่ต้องสูงกว่าเป้าเก่า) ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใสและแรงกดดันจากเพื่อนร่วมโลก ไม่ใช่บทลงโทษ

ทำไมถึงออกแบบให้บังคับไม่ได้

ก่อนหน้าความตกลงปารีส โลกเคยมี พิธีสารเกียวโต ซึ่งใช้แนวทางตรงข้ามคือกำหนดเป้าลดการปล่อยให้ประเทศพัฒนาแล้วแบบผูกพันตามกฎหมาย ฟังดูเข้มแข็งกว่า แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือประเทศปล่อยรายใหญ่หลายรายไม่เข้าร่วมหรือถอนตัวออก เพราะไม่ยอมรับเป้าที่ถูกกำหนดจากภายนอก

บทเรียนคือข้อตกลงที่เข้มงวดแต่ไม่มีใครเข้าร่วม ให้ผลจริงน้อยกว่าข้อตกลงที่ยืดหยุ่นแต่ทุกคนอยู่ในวง ผู้ร่างความตกลงปารีสจึงเลือกอีกทาง คือแลกความเข้มงวดกับ ความครอบคลุม

ผลคือความตกลงปารีสมีประเทศเข้าร่วมเกือบทั้งโลก รวมถึงประเทศปล่อยรายใหญ่ทุกราย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกียวโตทำไม่ได้

ผู้แทนจากประเทศต่างๆ ในการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ปี 2558
หัวหน้าคณะผู้แทนในการประชุม COP21 ปี 2558 ซึ่งนำไปสู่ความตกลงปารีส — จุดขายของข้อตกลงนี้คือทุกประเทศอยู่ในวงเดียวกัน · ภาพ: Presidencia de la República Mexicana · CC BY 2.0 · via Wikimedia Commons

NDC — เป้าที่แต่ละประเทศตั้งเอง

หัวใจของความตกลงปารีสคือสิ่งที่เรียกว่า NDC (Nationally Determined Contribution) หรือการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง

คำสำคัญคือ "กำหนดเอง" แต่ละประเทศเป็นคนเขียนเป้าของตัวเองว่าจะลดการปล่อยเท่าไหร่ ภายในปีไหน และด้วยวิธีใด ไม่มีองค์กรใดมากำหนดให้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประเทศต่างๆ ยอมเข้าร่วม

สิ่งที่ผูกพันตามกฎหมายจริงคือ กระบวนการ ไม่ใช่ ผลลัพธ์ พูดให้ชัดคือ

  • สิ่งที่ต้องทำตามกฎหมาย — ต้องส่ง NDC ตามรอบเวลา ต้องรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส และต้องดำเนินมาตรการภายในประเทศ "โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ" เป้าที่ตั้งไว้
  • สิ่งที่ไม่ผูกพัน — การบรรลุตัวเลขในเป้านั้นจริงๆ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่มีค่าปรับและไม่มีบทลงโทษ

รอบล่าสุดคือ NDC ที่มีเป้าถึงปี ค.ศ. 2035 ซึ่งมีกำหนดส่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (2025) และในความเป็นจริง ประเทศส่วนใหญ่ส่งไม่ทันกำหนด ซึ่งสะท้อนทั้งจุดอ่อนของระบบและความยากของการวางเป้าระยะยาว

Advertisement

Global Stocktake — การประเมินที่ไม่ให้เกรดใคร

กลไกที่สองคือ Global Stocktake หรือการทบทวนสถานการณ์ระดับโลก ซึ่งจัดทุก 5 ปี

จุดที่มักเข้าใจผิดคือหลายคนคิดว่ามันคือการให้คะแนนแต่ละประเทศว่าใครทำได้ตามเป้าหรือไม่ ความจริงคือตรงข้าม Global Stocktake ตั้งใจไม่ประเมินรายประเทศ แต่ประเมิน ภาพรวมของโลกทั้งใบ ว่าเมื่อรวมความพยายามของทุกประเทศเข้าด้วยกันแล้ว โลกอยู่บนเส้นทางไปสู่เป้าหมายอุณหภูมิหรือไม่

เหตุผลของการออกแบบแบบนี้กลับมาที่หลักการเดิม คือถ้าเปลี่ยนเป็นการชี้หน้ารายประเทศ ประเทศที่ถูกวิจารณ์อาจถอนตัว การประเมินรวมทำให้ทุกฝ่ายยังอยู่ในวงและรับข้อมูลเดียวกัน

ผลลัพธ์ของ Global Stocktake ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็น ข้อมูลป้อนเข้า สำหรับให้ประเทศต่างๆ ใช้เขียน NDC รอบถัดไปให้ทะเยอทะยานขึ้น

Ratchet mechanism — เฟืองที่หมุนกลับไม่ได้

กลไกที่สามคือสิ่งที่ทำให้ระบบทั้งหมดมีทิศทาง เรียกว่า ratchet mechanism ซึ่งชื่อมาจากเฟืองที่หมุนได้ทางเดียว

หลักการคือ NDC รอบใหม่ของแต่ละประเทศ ต้องแสดงความทะเยอทะยานที่สูงกว่ารอบก่อนหน้า ประเทศจะลดเป้าลงไม่ได้ เมื่อรวมกับรอบเวลา 5 ปีและ Global Stocktake ที่ป้อนข้อมูลเข้ามา ระบบจึงถูกออกแบบให้ค่อยๆ เข้มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเริ่มจากจุดที่อ่อนก็ตาม

นี่คือคำตอบว่าทำไมข้อตกลงที่บังคับใครไม่ได้ถึงยังมีความหมาย มันไม่ได้พยายามบังคับในรอบเดียว แต่สร้างกลไกที่ทำให้ความทะเยอทะยานเพิ่มขึ้นทีละรอบ โดยใช้ความโปร่งใสและแรงกดดันจากนานาชาติเป็นแรงขับ แทนบทลงโทษ

กลไกทำหน้าที่อะไรรอบเวลา
NDCให้แต่ละประเทศตั้งเป้าและวิธีการของตัวเองทุก 5 ปี
Global Stocktakeประเมินภาพรวมโลกว่าห่างจากเป้าแค่ไหนทุก 5 ปี
Ratchetบังคับให้เป้ารอบใหม่สูงกว่ารอบเก่าต่อเนื่อง
รายงานความโปร่งใสทำให้เปรียบเทียบและตรวจสอบกันได้ต่อเนื่อง

จุดอ่อนที่ต้องยอมรับ

การเข้าใจกลไกไม่ได้แปลว่าต้องเชื่อว่ามันได้ผล ข้อวิจารณ์ที่มีน้ำหนักมีอยู่จริง

  • ไม่มีบทลงโทษ — ประเทศที่ทำไม่ถึงเป้าไม่ต้องรับผลใดๆ นอกจากเสียภาพลักษณ์
  • ช่องว่างระหว่างเป้ากับความจริง — เมื่อรวม NDC ทั้งโลกเข้าด้วยกัน ผลรวมยังไม่พอที่จะจำกัดอุณหภูมิตามเป้าหมาย และหลายประเทศยังทำไม่ถึงเป้าที่ตัวเองตั้งด้วยซ้ำ
  • การเมืองภายในเปลี่ยนได้ — รัฐบาลใหม่อาจลดความสำคัญของเป้าที่รัฐบาลก่อนตั้งไว้ และมีประเทศใหญ่ที่เคยถอนตัวแล้วกลับเข้ามาใหม่
  • เส้นตายที่พลาดกันเป็นปกติ — อย่างกรณี NDC เป้าปี 2035 ที่ประเทศส่วนใหญ่ส่งไม่ทันกำหนดเดือนกุมภาพันธ์ 2568

คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ "ความตกลงปารีสได้ผลไหม" แบบตอบใช่หรือไม่ แต่คือ "เทียบกับทางเลือกอื่นที่มีอยู่จริง มันดีกว่าหรือแย่กว่า" ซึ่งเมื่อดูจากบทเรียนของเกียวโต คำตอบไม่ชัดเจนอย่างที่หลายคนคิด

กังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ผลิตพลังงานหมุนเวียน
สิ่งที่เปลี่ยนตัวเลขจริงคือการลงทุนในระบบพลังงาน ไม่ใช่ตัวข้อตกลงเอง — ความตกลงปารีสทำหน้าที่สร้างทิศทางและแรงกดดัน · ภาพ: Florian Gerlach · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons

ไทยอยู่ตรงไหนในระบบนี้

ไทยเป็นภาคีความตกลงปารีสและมีพันธะเดียวกับประเทศอื่น คือต้องส่ง NDC ตามรอบและรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส

ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ไทยอยู่ในกลุ่มที่ NDC มักมีสองระดับ คือเป้าที่ทำได้ด้วยทรัพยากรของตัวเอง กับเป้าที่สูงกว่าซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ ทั้งด้านการเงินและเทคโนโลยี รูปแบบนี้เป็นเรื่องปกติในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

สิ่งที่กระทบคนไทยโดยตรงมากกว่าตัวข้อตกลง คือ มาตรการทางการค้าที่เกิดตามมา เมื่อประเทศคู่ค้าเริ่มใช้กลไกอย่างภาษีคาร์บอนที่ชายแดน สินค้าส่งออกของไทยที่ผลิตด้วยพลังงานคาร์บอนสูงจะเสียเปรียบด้านราคา นี่คือช่องทางที่นโยบายภูมิอากาศระหว่างประเทศเดินทางมาถึงโรงงานและผู้ส่งออกไทยจริง โดยไม่ต้องผ่านบทลงโทษใดๆ ของข้อตกลง

Advertisement

สรุป

ความตกลงปารีสไม่ใช่กฎหมายที่บังคับให้ใครลดคาร์บอน แต่เป็นระบบที่ให้แต่ละประเทศตั้งเป้าเอง แล้วใช้รอบเวลา 5 ปี การประเมินรวมของโลก และกติกาว่าเป้าใหม่ต้องสูงกว่าเป้าเก่า ค่อยๆ ดันความทะเยอทะยานขึ้น

จุดแข็งคือทุกประเทศอยู่ในวง จุดอ่อนคือไม่มีอะไรบังคับได้จริง การประเมินว่ามันได้ผลหรือไม่จึงต้องดูที่ผลรวมของ NDC เทียบกับเส้นทางอุณหภูมิ มากกว่าดูที่ถ้อยแถลงในที่ประชุม

ตอนต่อไปในซีรีส์นี้จะลงรายละเอียดว่าตัวเลข 1.5°C ที่ข้อตกลงนี้พูดถึงหมายความว่าอะไร และไทยเจอผลกระทบอะไรบ้างแล้ว ซึ่งอ่านล่วงหน้าได้ที่ โลกร้อนขึ้น 1.5°C แล้วยังไง

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่ทำตามเป้า จะโดนอะไรไหม

ไม่มีค่าปรับและไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย สิ่งที่ผูกพันคือกระบวนการ ได้แก่การส่ง NDC ตามรอบและการรายงานอย่างโปร่งใส ส่วนการบรรลุตัวเลขในเป้าไม่ผูกพัน ระบบอาศัยความโปร่งใสและแรงกดดันจากนานาชาติแทนบทลงโทษ ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งที่ทำให้ทุกประเทศยอมเข้าร่วม และจุดอ่อนที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่แน่นอน

ความตกลงปารีสต่างจากพิธีสารเกียวโตอย่างไร

เกียวโตกำหนดเป้าจากบนลงล่างและผูกพันตามกฎหมายเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนปารีสให้ทุกประเทศตั้งเป้าเองจากล่างขึ้นบนและครอบคลุมทุกประเทศ เกียวโตเข้มงวดกว่าแต่มีประเทศปล่อยรายใหญ่ไม่เข้าร่วมหรือถอนตัว ขณะที่ปารีสยืดหยุ่นกว่าแต่ได้ความครอบคลุมเกือบทั้งโลก

NDC ของไทยคืออะไร

NDC คือเอกสารที่ไทยยื่นต่อ UNFCCC ระบุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและแนวทางดำเนินการ เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น มักมีสองระดับคือเป้าที่ทำได้ด้วยทรัพยากรของตัวเอง และเป้าที่สูงกว่าซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากนานาชาติ ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดจากเอกสารทางการเพราะมีการปรับปรุงเป็นรอบ

ทำไมต้องรอบ 5 ปี ไม่ทำให้เร็วกว่านี้

เพราะนโยบายด้านพลังงานและอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาในการวางแผน ลงทุน และเห็นผล การประเมินถี่เกินไปจะได้สัญญาณรบกวนมากกว่าแนวโน้มจริง รอบ 5 ปีเป็นการประนีประนอมระหว่างความเร็วในการปรับตัวกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

แหล่งอ้างอิง

  • UNFCCC — ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ข้อบทว่าด้วย NDC การรายงานความโปร่งใส และ Global Stocktake
  • Carbon Brief — Timeline: the Paris Agreement's ratchet mechanism
  • IPCC — Special Report on Global Warming of 1.5°C
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) — เอกสาร NDC ของประเทศไทย

อ่านต่อ: โลกร้อน 1.5°C กระทบไทยยังไง · อุณหภูมิโลกเปลี่ยนไปแค่ไหน · อากาศวันนี้