ข่าววงแหวนแห่งไฟมักถูกเล่ารวมกันเป็นก้อนเดียว ทั้งที่จริงมันคือสัญญาณคนละชนิด คนละหน่วยงาน และคนละระดับความเร่งด่วน — แยกให้ออกแล้วจะเลิกตกใจกับข่าวที่ไม่ควรตกใจ

วงแหวนแห่งไฟคืออะไร และทำไมข่าวถึงเยอะ

วงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire) คือแนวขอบมหาสมุทรแปซิฟิกยาวราว 40,000 กิโลเมตร ที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นชนและมุดกัน ทอดจากนิวซีแลนด์ขึ้นเหนือผ่านอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น คัมชัตกา ข้ามไปอะแลสกา แล้ววกลงใต้ตามชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาถึงชิลี

ตัวเลขที่ USGS อ้างถึงบ่อยคือแนวนี้เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมีพลังราว 75% ของโลก และเป็นจุดเกิดแผ่นดินไหวราว 90% ของทั้งหมด ซึ่งเมื่อเราลองนับจากข้อมูลจริงก็ได้ภาพใกล้เคียงกัน — ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา แผ่นดินไหวขนาด M4.5 ขึ้นไปทั่วโลกมีราวร้อยครั้ง และกว่า 80% อยู่ในแนวนี้

นี่คือเหตุผลที่ข่าวจากวงแหวนไฟไม่เคยเงียบ และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้การเห็นข่าวถี่ๆ ไม่ได้ แปลว่าโลกกำลังผิดปกติ ความถี่แบบนี้คือค่าปกติของมันอยู่แล้ว

แผนที่แนววงแหวนแห่งไฟรอบมหาสมุทรแปซิฟิก แสดงตำแหน่งภูเขาไฟและแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก
แนววงแหวนแห่งไฟรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ยาวราว 40,000 กม. — ไทยอยู่นอกแนวนี้ · ภาพ: Gemini1980 · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

สัญญาณ 3 ชนิดที่คนมักสับสน

ความสับสนเกือบทั้งหมดเกิดจากการเอาสามอย่างนี้มาปนกัน ทั้งที่แต่ละอย่างมีหน่วยวัด หน่วยงาน และความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง

ชนิดวัดด้วยอะไรใครประกาศความเร่งด่วนต่อคนไทย
แผ่นดินไหวขนาด (M) + ความลึก + ระยะทางUSGS, กรมอุตุนิยมวิทยาต่ำ เว้นแต่เกิดในเมียนมา/ลาว/ไทย
ภูเขาไฟระดับเตือนภัยเป็นสี + VONA สำหรับการบินหน่วยงานภูเขาไฟของประเทศนั้นต่ำมาก แต่กระทบเที่ยวบิน
สึนามิประกาศเฝ้าระวัง/เตือนภัยตามชายฝั่งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (NDWC)สูง เฉพาะกรณีฝั่งอันดามัน
Advertisement

แผ่นดินไหว — ตัวเลข M อย่างเดียวบอกไม่ครบ

สิ่งที่คนอ่านข่าวมองข้ามบ่อยที่สุดคือ ความลึก แผ่นดินไหว M6.5 ที่ลึก 600 กิโลเมตรกับ M6.5 ที่ลึก 10 กิโลเมตร ให้ผลต่างกันคนละเรื่อง ตัวแรกแทบไม่มีใครรู้สึก ส่วนตัวหลังอาจทำให้อาคารเสียหายหนักในรัศมีหลายสิบกิโลเมตร

เหตุผลคือพลังงานที่ปล่อยออกมาต้องเดินทางผ่านชั้นหินขึ้นมาถึงผิวดิน ยิ่งลึกยิ่งกระจายและอ่อนกำลังลงก่อนถึงเรา ในทางกลับกัน แผ่นดินไหวตื้นใกล้ผิวดินส่งแรงสั่นถึงสิ่งปลูกสร้างเกือบเต็มที่ นี่คือเหตุผลที่แผ่นดินไหวขนาดกลางแต่ตื้นและอยู่ใต้เมือง สร้างความเสียหายได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กลางมหาสมุทร

อีกจุดคือมาตราขนาดเป็นลอการิทึม การเพิ่มขึ้น 1 ระดับหมายถึงแอมพลิจูดของคลื่นเพิ่มราว 10 เท่า และพลังงานที่ปล่อยออกมาเพิ่มราว 32 เท่า ดังนั้น M8.0 ไม่ได้ "แรงกว่านิดหน่อย" เมื่อเทียบ M7.0 แต่แรงกว่าราว 32 เท่าในแง่พลังงาน

เครื่องวัดความไหวสะเทือนแบบเข็มบันทึกลงกระดาษ
เครือข่ายสถานีตรวจวัดทั่วโลกคือที่มาของตัวเลขที่เราเห็นในข่าว — ค่าที่ประกาศครั้งแรกมักถูกปรับภายหลังเมื่อข้อมูลครบขึ้น · ภาพ: J.J. Shaw · CC BY 4.0 · via Wikimedia Commons

เรื่องที่ควรรู้ไว้กันเข้าใจผิด คือค่า M ที่ประกาศในนาทีแรกมักถูก แก้ไขภายหลัง เมื่อสถานีตรวจวัดส่งข้อมูลเข้ามาครบ ข่าวที่พาดหัวว่า "M7.4" แล้วต่อมาเหลือ "M6.9" ไม่ใช่การปกปิด แต่คือกระบวนการปกติของการคำนวณ

ภูเขาไฟ — ระดับเตือนไม่ได้แปลว่าต้องอพยพ

ภูเขาไฟใช้ระบบระดับเตือนภัยที่ต่างจากแผ่นดินไหวโดยสิ้นเชิง เพราะภูเขาไฟส่งสัญญาณล่วงหน้าได้ ต่างจากแผ่นดินไหวที่ยังพยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้ หน่วยงานจึงใช้ระดับสีบอกสถานะ เช่น เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง โดยแต่ละประเทศกำหนดเกณฑ์ของตัวเอง

ระดับ "เหลือง" หรือ "ส้ม" มักหมายถึงมีสัญญาณผิดปกติหรือกำลังปะทุในระดับจำกัด ซึ่งไม่ได้แปลว่าประชาชนต้องอพยพ การอพยพจะถูกประกาศแยกต่างหากเป็นรัศมีเฉพาะพื้นที่ ข่าวที่บอกว่า "ยกระดับเตือนภัยภูเขาไฟ" จึงมักถูกอ่านเกินจริงไปมาก

อีกระบบที่คนไทยควรรู้จักคือ VONA (Volcano Observatory Notice for Aviation) ซึ่งเป็นประกาศสำหรับการบินโดยเฉพาะ ใช้รหัสสีบอกความเสี่ยงของเถ้าภูเขาไฟต่อเครื่องบิน นี่คือสัญญาณที่กระทบคนไทยจริงที่สุด เพราะเถ้าภูเขาไฟทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางได้ แม้ตัวภูเขาไฟจะอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร

ภูเขาไฟมายอนในฟิลิปปินส์ขณะปะทุ พ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้า
ภูเขาไฟมายอน ฟิลิปปินส์ — หนึ่งในภูเขาไฟที่มีการปะทุคาบเกี่ยวปี 2569 ตามฐานข้อมูล Smithsonian · ภาพ: Darkimages08 · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

สึนามิ — ธงใน USGS ไม่เท่ากับประกาศเตือนภัยของไทย

นี่คือจุดที่สร้างความตื่นตระหนกผิดๆ มากที่สุด ในข้อมูลของ USGS แต่ละเหตุการณ์จะมีธง tsunami ติดอยู่ ซึ่งหมายความเพียงว่าเหตุการณ์นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ ระบบต้องประเมิน ความเป็นไปได้ของสึนามิ ไม่ได้แปลว่ามีสึนามิเกิดขึ้นจริง และไม่ได้แปลว่าเกี่ยวข้องกับชายฝั่งไทย

ประกาศที่มีผลกับคนไทยคือประกาศจาก ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เท่านั้น และต้องเข้าใจภูมิศาสตร์ด้วยว่าสึนามิที่จะถึงฝั่งอันดามันของไทยมาจาก ร่องมุดตัวซุนดา ทางตะวันตกในมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่จากวงแหวนแห่งไฟในแปซิฟิก แผ่นดินไหวใหญ่ที่ญี่ปุ่นหรือชิลีจึงแทบไม่มีทางสร้างสึนามิถึงภูเก็ต เพราะมีแผ่นดินและเกาะขวางอยู่ทั้งแนว

ส่วนอ่าวไทยยิ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก เพราะเป็นทะเลกึ่งปิดตื้น ล้อมด้วยแผ่นดินและคาบสมุทรมลายู

เช็ก 4 ข้อก่อนแชร์ข่าวแผ่นดินไหว

ข่าวปลอมและข่าวเก่าที่ถูกแชร์ซ้ำเป็นปัญหาที่พบทุกครั้งที่มีเหตุใหญ่ ก่อนกดแชร์ ลองเช็กสี่ข้อนี้ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสองนาที

  1. วันเวลาของเหตุการณ์ — ภาพและคลิปที่แชร์กันมากที่สุดมักเป็นของเหตุการณ์เก่า โดยเฉพาะภาพจากสึนามิ 2547 และโทโฮกุ 2554 ที่ถูกนำมาใช้ซ้ำแทบทุกครั้ง
  2. ตำแหน่งบนแผนที่ — ดูว่าอยู่แปซิฟิกหรือมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเปลี่ยนความหมายต่อไทยทั้งหมด
  3. ความลึก — ถ้าลึกเกิน 300 กิโลเมตร ผลกระทบบนผิวดินมักจำกัดมาก
  4. มีประกาศจากหน่วยงานไทยหรือไม่ — ถ้าเรื่องกระทบไทยจริง จะมีประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาหรือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเสมอ ไม่ใช่มาจากเพจที่ไม่ระบุแหล่ง
เช็กเองได้: ดูสถานะวงแหวนแห่งไฟแบบเรียลไทม์ พร้อมการเทียบกับค่าฐาน 11 ปีว่าตอนนี้ผิดปกติหรือไม่ ที่ หน้าวงแหวนแห่งไฟ · อยากดูเป็นแผนที่สดรายวันไปที่ แผนที่แผ่นดินไหวโลก
Advertisement

สรุป

สัญญาณจากวงแหวนแห่งไฟมีสามชนิดที่ต้องแยกให้ออก แผ่นดินไหวดูที่ขนาดคู่กับความลึกและระยะทาง ภูเขาไฟดูที่ระดับเตือนภัยของประเทศนั้นและ VONA สำหรับการบิน ส่วนสึนามิให้ยึดประกาศของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเท่านั้น ไม่ใช่ธงในฐานข้อมูลต่างประเทศ

และข้อสำคัญที่สุดคือความถี่ของข่าวไม่ใช่ตัวชี้วัดความผิดปกติ วงแหวนแห่งไฟมีแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้งต่อสัปดาห์เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่บอกว่าผิดปกติหรือไม่คือการเทียบตัวเลขกับค่าฐานย้อนหลัง ไม่ใช่ความรู้สึกว่าเห็นข่าวบ่อยขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้วงแหวนแห่งไฟกำลังผิดปกติหรือเปล่า

เมื่อเทียบข้อมูล USGS ย้อนหลัง 11 ปี จำนวนแผ่นดินไหว M6.0 ขึ้นไปต่อปีอยู่ในช่วงราว 99–157 ครั้ง และ M7.0 ขึ้นไปอยู่ในช่วงราว 7–19 ครั้ง อัตราของปีปัจจุบันยังอยู่ในกรอบนี้ จึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้จะค่อนไปทางสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ดูตัวเลขล่าสุดได้ที่ หน้าวงแหวนแห่งไฟ

ทำไมข่าวถึงรู้สึกว่าเยอะขึ้นทุกปี

สาเหตุหลักคือเครือข่ายสถานีตรวจวัดหนาแน่นขึ้นมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ตรวจจับแผ่นดินไหวขนาดเล็กได้มากขึ้น บวกกับความเร็วของโซเชียลมีเดียที่ทำให้เหตุการณ์เล็กๆ ในประเทศไกลๆ ปรากฏบนหน้าจอเราภายในไม่กี่นาที ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นข่าว

ไทยมีภูเขาไฟที่ยังปะทุได้ไหม

ไม่มี ภูเขาไฟในไทยเช่นที่บุรีรัมย์และลำปางเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ไม่มีสัญญาณของการปะทุใหม่ ไทยอยู่นอกแนววงแหวนแห่งไฟและไม่ได้อยู่บนแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่มุดตัว

ถ้าเห็นข่าวแผ่นดินไหวใหญ่ ต้องทำอะไรทันทีไหม

ในกรณีส่วนใหญ่ไม่ต้อง สิ่งที่ควรทำคือดูตำแหน่งและความลึกก่อน ถ้าเหตุอยู่ในแปซิฟิกและคุณอยู่ในไทย แทบไม่มีผลโดยตรง ยกเว้นกรณีที่คุณมีคนรู้จักอยู่ในพื้นที่หรือมีแผนเดินทางไปประเทศนั้น อ่านขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ เช็กลิสต์คนไทยเมื่อแผ่นดินไหวใหญ่

แหล่งอ้างอิง

  • USGS Earthquake Catalog — ข้อมูลแผ่นดินไหวและสถิติย้อนหลังที่ใช้คำนวณค่าฐานในบทความนี้
  • Smithsonian Institution — Global Volcanism Program — ฐานข้อมูลการปะทุของภูเขาไฟทั่วโลก
  • ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (NDWC) และกรมอุตุนิยมวิทยา — ประกาศที่มีผลบังคับกับพื้นที่ประเทศไทย

อ่านต่อ: วงแหวนแห่งไฟเรียลไทม์ · ทำไมแผ่นดินไหวใต้ทะเลถึงเกิดสึนามิ · 3 ประเทศวงแหวนไฟที่ไทยต้องจับตา