สัตว์ป่าไทย · Series A ตอนที่ 7
← ตอนที่ 1: สัตว์ป่าสงวนไทย · นกกระเรียนพันธุ์ไทย

ซีรีส์นี้เล่าเรื่องสัตว์ที่กำลังจะหมดไปมาหลายตอนแล้ว ตอนนี้ขอเล่าเรื่องที่จบคนละแบบ — นกกระเรียนพันธุ์ไทยเคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของประเทศไทยจริง ๆ หายไปนานหลายสิบปีจนคนรุ่นหลังไม่เคยเห็นตัวเป็น ๆ

แล้ววันนี้มันกลับมาเดินอยู่ในทุ่งนาบุรีรัมย์ ออกลูกออกหลานในธรรมชาติเอง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่คือหนึ่งในไม่กี่กรณีของโลกที่นกขนาดใหญ่ซึ่งสูญพันธุ์จากธรรมชาติในประเทศหนึ่ง ถูกนำกลับคืนมาได้สำเร็จ

นกน้ำที่สูงที่สุดในประเทศไทย

นกกระเรียนพันธุ์ไทย (Antigone antigone sharpii) เป็นนกน้ำที่สูงที่สุดในบรรดานกของไทย ตัวเต็มวัยยืนสูงได้ระดับอกคนทั่วไป ลำตัวสีเทา หัวและคอส่วนบนเป็นหนังเปลือยสีแดงสด ขายาวสีชมพูอมแดง

มันไม่ใช่นกป่าลึก แต่เป็นนกของพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งนา หากินตามหนองน้ำตื้น นาข้าวหลังเก็บเกี่ยว และที่ลุ่ม กินทั้งพืช หัวใต้ดิน แมลง กบ และสัตว์เล็ก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชะตาของมันผูกกับการใช้ที่ดินของชาวนาโดยตรง

พฤติกรรมที่คนจำได้มากที่สุดคือ มันจับคู่แบบอยู่ด้วยกันยาว และมีการ "เต้นรำ" คือกางปีก กระโดด โค้งคอ ร้องประสานเสียงกันเป็นคู่ เสียงร้องของมันดังและก้องไปไกลหลายกิโลเมตร

ทำไมถึงหายไปจากธรรมชาติไทย

สาเหตุไม่ต่างจากเรื่องของสมันที่เล่าไปในตอนก่อน คือมันเป็นสัตว์ของที่ราบลุ่ม ไม่ใช่สัตว์ของป่าลึก และที่ราบลุ่มคือพื้นที่ที่คนต้องการมากที่สุด

  • พื้นที่ชุ่มน้ำถูกเปลี่ยนเป็นนาและพื้นที่เกษตรเข้มข้น หนองน้ำตื้นที่มันใช้วางไข่ถูกถม ขุดลอก หรือทำเป็นแปลงเพาะปลูก
  • การเก็บไข่และล่า เพราะรังของมันอยู่บนพื้นในที่โล่ง หาเจอง่ายมาก
  • สารเคมีการเกษตร ที่กระทบทั้งตัวนกและเหยื่อของมัน

ผลคือรายงานการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติค่อย ๆ หายไป จนถือกันว่าสูญพันธุ์จากธรรมชาติในประเทศไทย โดยยังเหลือเฉพาะนกที่เลี้ยงไว้ในสวนสัตว์เท่านั้น

Advertisement

แผนที่ใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเห็นผล

การเอานกกลับคืนธรรมชาติไม่ใช่แค่เปิดกรงแล้วปล่อย เพราะนกที่เกิดในกรงไม่รู้วิธีหากินเอง ไม่รู้จักศัตรู และไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่ไหน งานจริงจึงเริ่มจากหลังบ้านก่อน

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า สวนสัตว์นครราชสีมา แล้วฝึกลูกนกก่อนปล่อย จากนั้นเลือกพื้นที่ปล่อยที่พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งยังมีสภาพใกล้เคียงถิ่นเดิม

การปล่อยเริ่มตั้งแต่ปี 2554 และทำต่อเนื่องเป็นรอบ ๆ ทุกปี ตัวเลขที่มีรายงานช่วงหนึ่งคือ ระหว่างปี 2554–2560 ปล่อยไปรวม 105 ตัว และรอดชีวิต 71 ตัว ซึ่งถือเป็นอัตรารอดที่ดีมากสำหรับโครงการแบบนี้

นกกระเรียนตัวเต็มวัยหัวสีแดงกำลังป้อนอาหารให้ลูกนกขนสีน้ำตาลฟูในพื้นที่ชุ่มน้ำ
นกกระเรียนตัวเต็มวัย (หัวและคอเป็นหนังเปลือยสีแดง) กำลังป้อนอาหารให้ลูกนกที่ยังมีขนอุยสีน้ำตาล — การเห็นภาพแบบนี้ในธรรมชาติคือตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าจำนวนตัวที่ปล่อย เพราะแปลว่าประชากรเริ่มสืบพันธุ์เองได้ · ภาพ: Charles J. Sharp · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าจำนวนตัวที่ปล่อย

โครงการปล่อยสัตว์คืนธรรมชาติจำนวนมากในโลกล้มเหลว เพราะวัดความสำเร็จผิดจุด — นับว่าปล่อยไปกี่ตัว แทนที่จะนับว่าสัตว์ที่ปล่อยไปสืบพันธุ์กันเองได้หรือเปล่า

ของนกกระเรียนพันธุ์ไทย จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือเมื่อมีรายงานลูกนกที่เกิดในธรรมชาติ จากพ่อแม่ที่เคยถูกปล่อย และต่อมาคือรายงานรุ่นหลาน คือลูกของนกที่เกิดในธรรมชาติอีกที

จุดนั้นแปลว่าประชากรเริ่มยืนด้วยตัวเองได้ ไม่ได้พึ่งการเติมนกจากกรงอย่างเดียวอีกต่อไป ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่าง "โครงการที่ยังต้องเลี้ยงไว้" กับ "ประชากรธรรมชาติจริง"

ตัวเลขวันนี้ และข้อควรระวังในการอ้างอิง

มีรายงานว่าหลังการปล่อยรอบที่ 12 จำนวน 10 ตัว ประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติอยู่ที่ราว 168 ตัว

ตัวเลขนี้เปลี่ยนทุกปีตามรอบการปล่อยและการสำรวจ ดังนั้นเวลาอ้างอิงควรระบุปีกำกับไว้เสมอ สิ่งที่มั่นคงกว่าตัวเลขคือทิศทาง — จากศูนย์ในธรรมชาติ มาเป็นหลักร้อยที่สืบพันธุ์เองได้ ภายในเวลาราวสิบห้าปี

อีกหมุดหมายที่น่าสนใจคือ ไทยเริ่มเป็นผู้ให้แล้ว มีการส่งมอบนกกระเรียนพันธุ์ไทยให้เวียดนามเพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์ที่นั่น เช่น ชุดที่ 2 จำนวน 6 ตัว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่สวนสัตว์นครราชสีมา

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากที่อื่น — ชาวนา

นี่คือส่วนที่มักถูกเล่าน้อยที่สุด แต่เป็นเหตุผลหลักที่โครงการไม่ล้ม

นกกระเรียนพันธุ์ไทยไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์ที่ปิดล้อม มันเดินอยู่ในนาข้าวของชาวบ้าน ถ้าชาวนาไม่เอาด้วย นกก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะปล่อยกี่ตัวก็ตาม

แนวทางที่ใช้จึงเป็นการทำให้การมีนกอยู่ในนาเป็นประโยชน์ต่อชาวนาด้วย เช่น ส่งเสริมการทำนาที่ลดสารเคมี แล้วใช้การมีนกกระเรียนเป็นจุดขายของข้าวจากพื้นที่นั้น รวมถึงการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและศูนย์เรียนรู้ ซึ่งสร้างรายได้ให้ชุมชนโดยตรง

ผลคือชาวบ้านกลายเป็นคนที่เฝ้ารังนกเอง แจ้งเมื่อเจอนก และช่วยกันดูแล แทนที่จะมองว่านกเป็นภาระ

Advertisement

ไปดูได้ที่ไหน

พื้นที่หลักคือพื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฉพาะบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ซึ่งมีการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย เปิดให้เข้าชมและเรียนรู้

ข้อควรปฏิบัติไม่ต่างจากการดูนกทั่วไป แต่สำคัญกว่า เพราะนกกลุ่มนี้ยังเปราะบาง

  • ดูจากระยะไกลด้วยกล้องส่องทางไกล อย่าเดินเข้าใกล้เพื่อถ่ายรูป
  • อย่าเข้าใกล้รังเด็ดขาด นกอาจทิ้งรังถาวร
  • ไม่ใช้โดรนบินเหนือฝูง
  • ไม่ให้อาหาร เพราะทำให้นกเสียพฤติกรรมหากินเอง
  • ใช้ผู้นำทางในพื้นที่ ซึ่งช่วยทั้งเรื่องความปลอดภัยของนกและรายได้ของชุมชน

สรุป

นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็นนกน้ำที่สูงที่สุดของไทยและเป็นหนึ่งใน 21 ชนิดของบัญชีสัตว์ป่าสงวน มันเคยสูญพันธุ์จากธรรมชาติของประเทศไปแล้ว ก่อนจะถูกเพาะขยายพันธุ์และปล่อยคืนที่บุรีรัมย์ตั้งแต่ปี 2554 จนปัจจุบันมีประชากรในธรรมชาติระดับหลักร้อย และสืบพันธุ์กันเองได้ถึงรุ่นหลาน

บทเรียนที่ใช้ได้กับทุกเรื่องในซีรีส์นี้คือ การฟื้นฟูทำได้จริง แต่ใช้เวลาเป็นสิบปีและต้องมีคนในพื้นที่เอาด้วย มันแพงกว่าและช้ากว่าการรักษาสิ่งที่ยังมีอยู่หลายเท่า — ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชื่ออื่นในบัญชีเดียวกันไม่ควรถูกปล่อยให้ไปถึงจุดนั้น