สัตว์ป่าไทย · Series A ตอนที่ 6
← ตอนที่ 1: สัตว์ป่าสงวนไทย · สมัน

ในบัญชีสัตว์ป่าสงวน 21 ชนิดของไทย มีชื่อหนึ่งที่ต่างจากชื่ออื่นทั้งหมด — สมัน ไม่ได้อยู่ในบัญชีเพื่อรอการช่วยเหลือ แต่อยู่เพราะมันหายไปแล้ว ไม่ใช่หายไปจากประเทศไทย แต่หายไปจากโลก และมันเป็นสัตว์ที่มีอยู่เฉพาะในไทยเท่านั้นมาตั้งแต่ต้น

เรื่องของสมันไม่ใช่เรื่องที่ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างเงียบ ๆ มันจบลงในวันที่ระบุได้ ในที่ที่ระบุได้ ด้วยเหตุการณ์ที่ฟังแล้วแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นจุดจบของสัตว์ทั้งสายพันธุ์

กวางที่โลกรู้จักในชื่อ "กวางแห่งสยาม"

สมัน (Rucervus schomburgki) ถูกบรรยายทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย Edward Blyth เมื่อปี 1863 และตั้งชื่อตาม Sir Robert H. Schomburgk ซึ่งเป็นกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ระหว่างปี 1857 ถึง 1864 ในไทยมันมีอีกชื่อว่า เนื้อสมัน และ กวางเขาสุ่ม

ชื่อ "เขาสุ่ม" มาจากลักษณะเด่นที่สุดของมัน — เขาของตัวผู้แตกแขนงออกจากกิ่งหลักทุกกิ่ง จนทั้งชุดดูเหมือนสุ่มหรือตะกร้าคว่ำ นับปลายแหลมได้มากถึง 33 ปลาย และความกว้างวัดจากขอบนอกได้ถึงราว 90 เซนติเมตร นักธรรมชาติวิทยาในยุคนั้นถือกันว่าเขาสมันเป็นเขากวางที่สวยที่สุดชุดหนึ่งของโลก ตัวเมียไม่มีเขา

หัวสมันสตัฟฟ์ติดผนังในตู้กระจกพิพิธภัณฑ์ เห็นเขาแตกแขนงเป็นทรงสุ่ม มีป้ายคำอธิบายภาษาไทยอยู่ด้านหลัง
หัวสมันสตัฟฟ์จัดแสดงในตู้กระจกพร้อมป้ายอธิบายภาษาไทยและภาพวาดเปรียบเทียบเขากวางชนิดต่าง ๆ — เห็นชัดว่ากิ่งเขาแตกแขนงออกทุกกิ่งจนเป็นทรงสุ่ม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "กวางเขาสุ่ม" · ภาพ: Paul_012 · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons

มันอยู่ที่ไหน — และนั่นคือจุดเริ่มของปัญหา

สมันไม่ได้อยู่ในป่าลึกบนภูเขา มันอยู่ในที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าสูง พงอ้อ และพุ่มไม้เตี้ย ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มันหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาทึบ และอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ

พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่มีบันทึกไว้คือ ในฤดูน้ำหลาก เมื่อทุ่งถูกน้ำท่วม สมันจะถอยขึ้นไปรวมกันบนเนินดอนที่ยังโผล่พ้นน้ำ นี่เป็นการปรับตัวที่ใช้ได้ดีมานาน — จนกระทั่งมีคนถือปืนรู้ว่าต้องไปรอที่ไหน

ภาพพิมพ์เก่าแสดงหัวกวางสมันมองด้านข้าง มีคำบรรยายใต้ภาพว่า Head of Cervus schomburgki ติดอยู่บนกระดาษเก่าที่มีลายมือเขียนกำกับ
ภาพพิมพ์จากเอกสารทางสัตววิทยาปี 1879 ระบุใต้ภาพว่า "Head of Cervus schomburgki" และมีลายมือเขียนกำกับว่า "Cervus Schomburgki. Blyth. (Siam)" — ภาพลักษณะนี้ถูกวาดขึ้นในช่วงที่สมันยังมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ · ภาพ: Iconographia Zoologica, University of Amsterdam · Public domain · via Wikimedia Commons
Advertisement

ข้าวส่งออก กับกวางที่ไม่มีที่ยืน

จุดเปลี่ยนไม่ได้เริ่มจากการล่า แต่เริ่มจากเศรษฐกิจ ปลายศตวรรษที่ 19 สยามเริ่มผลิตข้าวเพื่อการส่งออกในระดับอุตสาหกรรม ที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งเคยเป็นทุ่งหญ้าและพื้นที่ชุ่มน้ำถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวเกือบทั้งหมด

สำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่เฉพาะในระบบนิเวศแบบนั้นและไม่มีที่อื่นในโลกให้ถอยไป นี่คือหายนะ — ถิ่นที่อยู่ของมันไม่ได้แค่ลดลง แต่หายไปเกือบหมดทั้งระบบ ประชากรที่เคยกระจายทั่วที่ราบถูกบีบให้เหลือเป็นหย่อมเล็ก ๆ ที่แยกจากกัน

แรงกดดันที่สองตามมาทันที คือการล่าอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ ทั้งเพื่อเนื้อและเพื่อเขาที่เป็นที่ต้องการในตลาด เมื่อฝูงที่เหลือเล็กลงและแยกจากกันอยู่แล้ว การล่าเพิ่มอีกชั้นหนึ่งทำให้ประชากรไม่มีทางฟื้น

ตัวสุดท้าย

ประชากรสมันในธรรมชาติเชื่อกันว่าหมดไปราวปี 1932 จากการล่า หลังจากนั้นยังเหลือสมันที่ถูกเลี้ยงไว้อยู่บ้าง

ตัวสุดท้ายที่มีบันทึกเป็นสมันที่ถูกเลี้ยงไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และมันถูกฆ่าตายในปี 1938 โดยชายที่เมาสุรา สายพันธุ์ที่ใช้เวลาวิวัฒนาการมานับแสนปีและมีอยู่เฉพาะในที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยเท่านั้น จบลงแบบนั้น

ปี 1938 จึงถูกถือเป็นปีที่สมันสูญพันธุ์ และต่อมาถูกบันทึกสถานะ Extinct ในบัญชี IUCN Red List

เงาที่ยังตามหลอก — เขากวางที่ลาวเมื่อปี 1991

เรื่องนี้มีเชิงอรรถที่ทำให้หลายคนยังไม่ยอมปิดสมุด

เดือนกุมภาพันธ์ 1991 Laurent Chazée ถ่ายภาพเขากวางชุดหนึ่งที่วางขายในร้านยาจีนในแขวงพงสาลี ประเทศลาว การพิจารณาในภายหลังระบุว่าเขาชุดนั้นดูเหมือนมาจากสัตว์ที่เพิ่งถูกฆ่าไม่นาน ไม่ใช่ของเก่าเก็บ

หลักฐานชิ้นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าอาจมีประชากรเล็ก ๆ หลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่งในภูมิภาคหรือไม่ แต่ต้องพูดให้ชัดว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันการพบสมันมีชีวิตอีกเลย และสถานะทางการยังคงเป็นสูญพันธุ์ เขากวางชุดนั้นจึงเป็นได้ทั้งความหวังที่เลือนราง และเป็นได้แค่การระบุชนิดที่คลาดเคลื่อน

ทำไมสมันยังอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าสงวน ทั้งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

คำถามนี้มีคนถามบ่อย และคำตอบมีสองชั้น

ชั้นแรกเป็นเรื่องเทคนิค — บัญชีสัตว์ป่าสงวนกำหนดไว้ท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า การถอดชื่อออกต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา และตราบใดที่ยังมีความเป็นไปได้แม้น้อยนิดว่ามีเหลืออยู่ การคงชื่อไว้ก็ยังมีผลทางกฎหมาย เช่น ห้ามครอบครองและห้ามค้าซากหรือเขา

ชั้นที่สองเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า — ชื่อสมันในบัญชีทำหน้าที่เป็นบันทึกความผิดพลาด ทุกครั้งที่มีคนเปิดอ่านรายชื่อสัตว์ป่าสงวนไทย จะเจอชื่อนี้ และต้องอธิบายว่าทำไมมันถึงไม่มีอยู่แล้ว นั่นคือบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดที่บัญชีนี้สอนได้

Advertisement

บทเรียนที่ยังใช้ได้กับวันนี้

ถ้าตัดเรื่องปีและชื่อออก เรื่องของสมันมีโครงที่ซ้ำกับสัตว์หลายชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้

  • สัตว์ที่มีถิ่นอาศัยเฉพาะที่เดียวเสี่ยงที่สุด เพราะไม่มีที่ให้ถอย — เหมือนที่พะยูนผูกกับแหล่งหญ้าทะเลไม่กี่แห่ง
  • การเปลี่ยนที่ดินทำร้ายได้มากกว่าการล่า และเกิดขึ้นช้าจนไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นวิกฤต
  • ประชากรที่ถูกตัดขาดเป็นหย่อม ๆ ฟื้นยากกว่าที่คิด แม้ตัวเลขรวมจะยังดูไม่น้อย
  • ช่วงท้ายมาเร็วกว่าที่คาด จากประชากรที่ยังพอมีในธรรมชาติถึงหมดเกลี้ยง ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปี

สิ่งที่น่าคิดที่สุดคือ ตอนที่สมันกำลังจะหมดไม่มีใครรู้ตัวว่ากำลังดูการสูญพันธุ์เกิดขึ้นต่อหน้า มันไม่ได้มีสัญญาณเตือนที่ชัด มีแค่คนที่เห็นสมันน้อยลงเรื่อย ๆ และคิดว่ามันคงย้ายไปอยู่ที่อื่น

สรุป

สมันเป็นกวางที่พบเฉพาะในที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยเท่านั้น มีเขาแตกแขนงเป็นทรงสุ่มที่ไม่เหมือนกวางชนิดใดในโลก ถิ่นอาศัยของมันถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ประชากรในธรรมชาติหมดไปราวปี 1932 และตัวสุดท้ายที่ถูกเลี้ยงไว้ที่วัดในสมุทรสาครถูกฆ่าตายในปี 1938

วันนี้สิ่งที่เหลือจากสมันคือตัวสตัฟฟ์ในตู้กระจก ภาพพิมพ์เก่าในเอกสารวิทยาศาสตร์ และชื่อในบัญชีสัตว์ป่าสงวนที่ไม่มีวันถูกช่วยได้แล้ว ส่วนชื่ออื่นในบัญชีเดียวกันนั้นยังช่วยได้อยู่ — ถ้าเราไม่รอจนถึงวันที่เหลือแต่รูป