สัตว์ป่าไทย · Series A ตอนที่ 2
← ตอนที่ 1: สัตว์ป่าสงวนไทย · เสือโคร่งไทย

เสือโคร่งกำลังหายไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — กัมพูชา ลาว และเวียดนามแทบไม่เหลือในธรรมชาติแล้ว แต่ไทยกลับสวนทาง จากราว 40 ตัวในปี 2550 เพิ่มเป็นกว่า 140 ตัวในผืนป่าตะวันตก นี่คือเรื่องที่คนไทยควรรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

สรุป: เสือโคร่งอินโดจีนในไทยอยู่ในหลักร้อยตัว โดยรัฐบาลไทยประกาศตัวเลขประเมินทั้งประเทศที่ 179–223 ตัวในปี 2566 เพิ่มจาก 148–189 ตัวในปี 2565 ศูนย์กลางอยู่ที่ ผืนป่าตะวันตก โดยเฉพาะห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเพิ่มจากไม่ถึง 40 ตัวในปี 2550 เป็นกว่า 140 ตัว

ตัวเลขที่เปลี่ยนไป และวิธีที่เขานับ

คำถามแรกที่ควรถามเวลาเห็นตัวเลขสัตว์ป่าคือ "นับยังไง" เพราะเสือเป็นสัตว์หากินกลางคืน หวงถิ่น และหลบคนเก่งมาก การเดินเข้าไปนับด้วยตาเป็นไปไม่ได้

วิธีที่ใช้คือ กล้องดักถ่าย (camera trap) ติดตั้งกระจายทั่วผืนป่าเป็นตาราง แล้วอาศัยข้อเท็จจริงว่า ลายเสือแต่ละตัวไม่ซ้ำกันเหมือนลายนิ้วมือ นักวิจัยจึงระบุตัวได้จากภาพ และใช้แบบจำลองทางสถิติที่เรียกว่า capture-recapture ประเมินจำนวนทั้งหมดรวมถึงตัวที่กล้องไม่ได้จับ

ผลจากการสำรวจด้วยกล้องดักถ่ายที่สิ้นสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ถ่ายภาพเสือได้ 94 ตัว ในเขตห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร เพิ่มจาก 75 ตัวในปีก่อนหน้า และเทียบกับที่เคยต่ำกว่า 40 ตัวในปี 2550

ในภาพรวมทั้งผืนป่าตะวันตก ประชากรเสือเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจากจุดต่ำสุดราว 40 ตัวในปี 2550 มาเป็นมากกว่า 140 ตัวในปัจจุบัน ส่วนตัวเลขทั้งประเทศที่รัฐบาลไทยประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 179–223 ตัว เพิ่มจาก 148–189 ตัวในปีก่อนหน้า

เหตุผลที่ตัวเลขเป็นช่วงไม่ใช่ตัวเลขเดียว เพราะเป็นการประเมินทางสถิติที่มีช่วงความเชื่อมั่น ไม่ใช่การนับหัวจริง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของงานสำรวจสัตว์ป่า

เสือโคร่งอินโดจีน ลายพาดกลอนบนลำตัว
เสือโคร่งอินโดจีน (Panthera tigris corbetti) — ลายของเสือแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน จึงใช้ระบุตัวจากภาพกล้องดักถ่ายได้ · ภาพ: Cburnett · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons

ทำไมต้องเป็นผืนป่าตะวันตก

เสือโคร่งเป็นสัตว์ที่ต้องการพื้นที่หากินกว้างมาก เสือตัวผู้ตัวหนึ่งอาจใช้พื้นที่หลายสิบถึงร้อยตารางกิโลเมตร ป่าที่เล็กหรือถูกตัดขาดเป็นหย่อมๆ จึงรองรับประชากรที่ยั่งยืนไม่ได้

ผืนป่าตะวันตก (Western Forest Complex) คือกลุ่มพื้นที่อนุรักษ์ที่เชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ที่สุดของไทย ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งต่อเนื่องกัน โดยมี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และ ทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นแกนกลาง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้ต่างจากป่าอื่นคือความต่อเนื่อง เสือสามารถเดินหาคู่และหาถิ่นใหม่ได้โดยไม่ต้องข้ามถนนใหญ่หรือพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของประชากรที่จะเติบโตได้เอง

ป่าดิบชื้นในประเทศไทย มองเห็นเรือนยอดไม้หนาแน่น
ผืนป่าที่ต่อเนื่องเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของเสือ เพราะเสือตัวหนึ่งใช้พื้นที่หากินหลายสิบถึงร้อยตารางกิโลเมตร · ภาพ: Vyacheslav Argenberg · CC BY 4.0 · via Wikimedia Commons
Advertisement

อะไรทำให้ตัวเลขกลับมาได้

การฟื้นตัวนี้ไม่ได้เกิดจากมาตรการเดียว แต่มาจากสามอย่างที่ทำพร้อมกันต่อเนื่องหลายสิบปี

1. ฟื้นเหยื่อก่อน แล้วเสือจะตามมา

นี่คือหัวใจที่คนมักมองข้าม เสือหนึ่งตัวต้องกินสัตว์ขนาดใหญ่จำนวนมากต่อปี ถ้าในป่าไม่มีกวางป่า เก้ง กระทิง และหมูป่าเพียงพอ ต่อให้ไม่มีใครล่าเสือเลย เสือก็อยู่ไม่ได้

การที่ประชากรเหยื่อในผืนป่าตะวันตกมีเสถียรภาพขึ้นจึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้เสือเพิ่มได้ ซึ่งได้มาจากการหยุดการล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยในป่า ไม่ใช่แค่หยุดล่าเสือ

2. การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ

เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าใช้ระบบลาดตระเวนที่บันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งเส้นทางที่เดิน ร่องรอยสัตว์ที่พบ และร่องรอยการบุกรุก ทำให้วางแผนลาดตระเวนได้ตรงจุดแทนการเดินสุ่ม และประเมินผลได้ว่าพื้นที่ไหนยังเสี่ยง

3. การจัดการพื้นที่แบบเชื่อมต่อ

การมองผืนป่าเป็นระบบเดียวแทนการบริหารแยกรายอุทยาน ทำให้รักษาทางเชื่อมระหว่างป่าไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต่อการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมและการขยายถิ่น

กวางป่าซัมบาร์ยืนอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ
กวางป่าและสัตว์กีบอื่นคือเหยื่อหลักของเสือ — การฟื้นประชากรเหยื่อคือเงื่อนไขที่ต้องมาก่อนการฟื้นประชากรเสือ · ภาพ: Giles Laurent · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

ภัยคุกคามที่ยังอยู่

ตัวเลขที่ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ เสือโคร่งยังอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์และความเสี่ยงหลักยังอยู่ครบ

  • การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย — ความต้องการชิ้นส่วนเสือในตลาดต่างประเทศยังสูง ทำให้มีแรงจูงใจในการลักลอบล่าเสมอ
  • การล่าเหยื่อของเสือ — การวางบ่วงดักสัตว์เล็กในป่าลดจำนวนเหยื่อ และบ่วงเหล่านั้นดักเสือได้ด้วยโดยไม่ตั้งใจ
  • ถิ่นที่อยู่ถูกตัดขาด — ถนน เขื่อน และการขยายพื้นที่เกษตรตัดผืนป่าเป็นหย่อม ทำให้ประชากรย่อยแยกจากกันและเสี่ยงต่อการผสมพันธุ์ในสายเลือดใกล้ชิด
  • ความขัดแย้งกับคน — เมื่อประชากรเสือเพิ่มขึ้น โอกาสที่เสือจะออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ไปทำร้ายปศุสัตว์ก็เพิ่มตาม ซึ่งต้องมีระบบชดเชยที่เป็นธรรมและรวดเร็ว ไม่งั้นชุมชนจะหันไปต่อต้านการอนุรักษ์

ข้อสุดท้ายเป็นประเด็นที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นผลข้างเคียงของความสำเร็จเอง และเป็นบททดสอบว่าการอนุรักษ์จะยั่งยืนหรือไม่

เทียบกับเพื่อนบ้าน — ทำไมไทยถึงต่าง

ภาพรวมของเสือโคร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ค่อนข้างน่าเศร้า หลายประเทศในภูมิภาคสูญเสียประชากรเสือในธรรมชาติไปแล้วหรือเหลือน้อยมากจนอาจไม่สามารถฟื้นตัวเองได้

สิ่งที่ทำให้ไทยต่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการมีผืนป่าขนาดใหญ่ที่ยังต่อเนื่องเหลืออยู่ ประกอบกับการลงทุนในระบบลาดตระเวนและการวิจัยติดตามประชากรอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และเห็นผลจริงในกรณีนี้

ผลพลอยได้ที่สำคัญคือไทยกลายเป็นแหล่งอ้างอิงระดับภูมิภาคว่าการฟื้นประชากรเสือทำได้จริง และมีความเป็นไปได้ที่เสือจากไทยจะเป็นต้นทางในการฟื้นฟูประชากรในประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

คนทั่วไปทำอะไรได้บ้าง

คำตอบตรงไปตรงมาคือคนทั่วไปไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในป่า แต่มีบทบาทในสิ่งที่ส่งผลถึงป่า

  • ไม่ซื้อและไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางหรือยาแผนโบราณที่อ้างว่าใช้ชิ้นส่วนเสือ เพราะอุปสงค์คือต้นทางของการล่า
  • เลือกการท่องเที่ยวที่ไม่ใช้สัตว์เป็นเครื่องมือ เลี่ยงสถานที่ที่ให้ถ่ายรูปกับลูกเสือหรือให้อาหารเสือ เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักเชื่อมกับการเพาะเลี้ยงที่ไม่ได้ช่วยประชากรในธรรมชาติ
  • ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎอุทยาน ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า ไม่ทิ้งขยะ และไม่ส่งเสียงดังรบกวน
  • สนับสนุนงานลาดตระเวนและงานวิจัย ผ่านองค์กรที่ทำงานด้านนี้โดยตรง เพราะงบประมาณและกำลังคนคือข้อจำกัดจริงในภาคสนาม
  • ไม่แชร์พิกัดสัตว์ป่าหายาก การโพสต์ตำแหน่งที่พบสัตว์ป่าอาจนำนักล่าไปถึงตัวมัน
Advertisement

สรุป

เรื่องเสือโคร่งไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องด้านการอนุรักษ์ที่มีตัวเลขดีขึ้นจริงและตรวจสอบได้ จากไม่ถึง 40 ตัวในผืนป่าตะวันตกเมื่อปี 2550 มาเป็นกว่า 140 ตัวในปัจจุบัน และตัวเลขทั้งประเทศที่ประเมินไว้ที่ 179–223 ตัว

บทเรียนสำคัญคือความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการปกป้องเสือโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการฟื้นเหยื่อ รักษาผืนป่าให้ต่อเนื่อง และลาดตระเวนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องหลายสิบปี ซึ่งแปลว่าถ้าหยุดทำ ตัวเลขก็ถอยกลับได้เช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย

เสือโคร่งในไทยเป็นชนิดย่อยอะไร

เป็นเสือโคร่งอินโดจีน (Panthera tigris corbetti) ซึ่งเคยกระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ ปัจจุบันประชากรในธรรมชาติที่มีนัยสำคัญเหลืออยู่ในไทยและเมียนมาเป็นหลัก ทำให้ผืนป่าของไทยมีความสำคัญระดับภูมิภาคต่อการอยู่รอดของชนิดย่อยนี้

ไปเที่ยวห้วยขาแข้งแล้วจะได้เห็นเสือไหม

โอกาสน้อยมาก เสือหากินกลางคืน หลบคนเก่ง และพื้นที่หลักเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งจำกัดการเข้าถึงเข้มงวดกว่าอุทยานแห่งชาติทั่วไป การที่นักท่องเที่ยวเข้าไม่ถึงคือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เสือฟื้นตัวได้ ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาธรรมชาติและพื้นที่ที่เปิดให้เข้าได้ตามระเบียบแทน

ตัวเลขเสือทำไมเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว

เพราะเป็นการประเมินทางสถิติจากภาพกล้องดักถ่าย ไม่ใช่การนับหัวทุกตัว นักวิจัยระบุตัวเสือจากลายที่ไม่ซ้ำกัน แล้วใช้แบบจำลอง capture-recapture คำนวณจำนวนรวมโดยเผื่อตัวที่กล้องไม่ได้จับ ผลจึงออกมาเป็นช่วงความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นมาตรฐานของงานสำรวจสัตว์ป่าทั่วโลก

เสือที่เห็นในสวนสัตว์หรือคาเฟ่ช่วยอนุรักษ์ไหม

โดยทั่วไปไม่ได้ช่วยประชากรในธรรมชาติ เสือที่เพาะเลี้ยงเพื่อการท่องเที่ยวแทบไม่เคยถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพราะขาดทักษะการล่าและคุ้นเคยกับคนเกินไป สถานที่ที่ให้ถ่ายรูปใกล้ชิดหรือให้อาหารเสือจึงควรหลีกเลี่ยง ส่วนสวนสัตว์ที่ทำงานวิจัยและให้ความรู้อย่างจริงจังมีบทบาทต่างออกไป ควรพิจารณาเป็นรายกรณี

แหล่งอ้างอิง

  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (DNP) — ตัวเลขประเมินประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย ประกาศเดือนพฤษภาคม 2567
  • Mongabay — Thai tiger numbers swell as prey populations stabilize in western forests
  • งานวิจัยการประเมินประชากรเสือด้วยแบบจำลอง photographic capture-recapture ในผืนป่าตะวันตกของไทย
  • UNESCO World Heritage — เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร–ห้วยขาแข้ง
  • IUCN Red List — สถานะการอนุรักษ์ของเสือโคร่ง (Panthera tigris)

อ่านต่อ: สัตว์ป่าสงวนไทย · เที่ยวเขาใหญ่ · บทความไทย & สาธารณะ