หลายคนบอกว่าตัวเองไม่กินเค็ม เพราะไม่เคยเติมน้ำปลาเลย แต่โซเดียมส่วนใหญ่ที่เรากินเข้าไปไม่ได้มาจากขวดน้ำปลาบนโต๊ะ

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการจริง แต่ต้องการในปริมาณน้อยมาก ปัญหาคืออาหารที่กินกันทุกวันมีโซเดียมแฝงอยู่มากกว่าที่รู้สึก และร่างกายก็ไม่มีสัญญาณเตือนทันทีเหมือนความหวานหรือความมัน กว่าจะรู้ตัวมักเป็นตอนที่ความดันขึ้นหรือค่าไตเริ่มเปลี่ยนแล้ว

วันหนึ่งควรได้โซเดียมเท่าไร

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัม หรือราวหนึ่งช้อนชา โดยนับรวมทุกอย่างที่กินเข้าไปตลอดวัน ไม่ใช่แค่ที่เติมเอง

ปัญหาคือค่าเฉลี่ยที่คนไทยได้รับจริงสูงกว่านั้นอยู่มาก การสำรวจการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยพบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับราวสองเท่าของคำแนะนำ โดยแหล่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เกลือที่โรยเพิ่ม แต่เป็นเครื่องปรุงที่ใส่ตอนทำอาหารและอาหารสำเร็จรูป

เกลือหนึ่งช้อนชาให้โซเดียมราว 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งคือเพดานของทั้งวันแล้ว
เกลือหนึ่งช้อนชาให้โซเดียมราว 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งคือเพดานของทั้งวันแล้ว · André Karwath (Aka) · CC BY-SA 2.5 · Wikimedia Commons

โซเดียมซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

ถ้าเข้าใจว่าโซเดียมมาจากไหน การลดก็ง่ายขึ้นมาก แหล่งหลักในอาหารไทยมีสี่กลุ่ม

  1. เครื่องปรุงรสเค็ม — น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส เกลือ กะปิ ปลาร้า เต้าเจี้ยว
  2. เครื่องปรุงที่ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง — ผงชูรส ผงฟู ซอสหอยนางรม ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้มไก่
  3. อาหารแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป — บะหมี่ซอง ไส้กรอก แฮม หมูยอ ลูกชิ้น ปลาเค็ม ผักดอง ขนมกรุบกรอบ
  4. น้ำซุปและน้ำจิ้ม — ส่วนที่คนมักกินหมดถ้วยโดยไม่คิดว่ามีโซเดียมอยู่

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ทำให้คนเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะความรู้สึกเค็มกับปริมาณโซเดียมไม่ได้เป็นสัดส่วนกันเสมอไป ซอสหวาน ๆ อย่างซอสมะเขือเทศหรือน้ำจิ้มไก่ก็มีโซเดียมสูงกว่าที่ลิ้นบอก

อาหารจานเดียวที่มีน้ำซุปและเครื่องปรุงหลายชนิด มักให้โซเดียมสูงกว่าที่คาด
อาหารจานเดียวที่มีน้ำซุปและเครื่องปรุงหลายชนิด มักให้โซเดียมสูงกว่าที่คาด · The Presenter · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
Advertisement

อาหารไทยจานที่ควรระวังเป็นพิเศษ

ปริมาณโซเดียมของอาหารแต่ละร้านต่างกันได้มาก ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับสูตรและมือคนปรุง แต่จานที่มักมีโซเดียมสูงคือกลุ่มเดียวกันเสมอ

  • อาหารที่มีน้ำซุป — ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ต้มยำ แกงจืด โจ๊ก หากกินน้ำหมดถ้วย โซเดียมจากจานเดียวก็อาจใกล้เพดานทั้งวันได้
  • อาหารยำและส้มตำ — รสจัดจากน้ำปลาและน้ำปลาร้ารวมกัน
  • แกงกะทิและแกงเผ็ด — พริกแกงเองก็มีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว
  • อาหารจานเดียวราดซอส — ข้าวหน้าต่าง ๆ ผัดซีอิ๊ว ข้าวผัด
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป — โดยเฉพาะเมื่อใส่เครื่องปรุงทั้งซองและกินน้ำจนหมด
  • ของหมักดองและของเค็ม — ไข่เค็ม ปลาเค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง

วิธีที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การเลิกกินจานเหล่านี้ แต่คือเปลี่ยนวิธีกิน เช่น ไม่กินน้ำซุปจนหมด ใส่เครื่องปรุงบะหมี่แค่ครึ่งซอง และไม่ปรุงเพิ่มก่อนชิม

อ่านฉลากให้เป็นในสามวินาที

บนฉลากโภชนาการ ให้ดูสองบรรทัดเท่านั้น คือ จำนวนหน่วยบริโภคต่อบรรจุภัณฑ์ และ โซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

กับดักที่พบบ่อยที่สุดคือซองที่ระบุว่า "หนึ่งบรรจุภัณฑ์มี 2 หน่วยบริโภค" ถ้าฉลากบอกว่ามีโซเดียม 700 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แต่คุณกินหมดซอง เท่ากับได้รับ 1,400 มิลลิกรัม ซึ่งเกินครึ่งของทั้งวันแล้ว

อีกจุดที่มีประโยชน์คือค่าร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ถ้าอาหารชิ้นเดียวให้โซเดียมเกิน 20% ของทั้งวัน ถือว่าเป็นของที่ควรกินเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ของกินประจำ

ดูสองบรรทัดคือจำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง และโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
ดูสองบรรทัดคือจำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง และโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค · U.S. Food and Drug Administration · สาธารณสมบัติ · Wikimedia Commons

กินเค็มมากเกินไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย

เมื่อโซเดียมในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะดึงน้ำเข้าสู่หลอดเลือดเพื่อเจือจาง ปริมาตรเลือดที่เพิ่มขึ้นทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ขณะเดียวกันไตซึ่งมีหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินก็ต้องทำงานหนักตามไปด้วย

  • ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
  • ภาระต่อไตเพิ่มขึ้น และเร่งการเสื่อมของไตในผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว
  • อาการบวมน้ำ โดยเฉพาะที่เท้าและใบหน้าตอนตื่นนอน
  • เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงนิ่วในไต

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายคือช่วงแรกมักไม่มีอาการอะไรเลย ความดันสูงและไตเสื่อมระยะต้นเป็นภาวะที่รู้ได้จากการตรวจเท่านั้น ไม่ใช่จากความรู้สึก

ลดโซเดียมโดยไม่ต้องกินจืด — 10 วิธีที่ทำได้จริง

  1. ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง — ข้อเดียวนี้ลดได้มากกว่าที่คิด
  2. ไม่กินน้ำซุปจนหมดถ้วย — น้ำซุปคือที่เก็บโซเดียมหลักของจาน
  3. ใส่เครื่องปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครึ่งซอง แล้วเพิ่มไข่และผักแทน
  4. ใช้ความเปรี้ยวและกลิ่นแทนความเค็ม — มะนาว มะขาม ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย กระเทียม ช่วยให้รสชัดขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มเกลือ
  5. ตักน้ำจิ้มใส่ถ้วยแยก แล้วจิ้มแบบแตะ ไม่ใช่ราด
  6. เลี่ยงการปรุงซ้อนเครื่องปรุง เช่น ใส่ทั้งซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม และผงปรุงรสในจานเดียว
  7. ล้างผักดองหรือของหมักด้วยน้ำก่อนกิน ช่วยลดโซเดียมที่ผิวได้บ้าง
  8. สั่งอาหารนอกบ้านโดยบอกว่าไม่ต้องปรุงจัด ร้านส่วนใหญ่ปรับให้ได้
  9. กินผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย มะละกอ ฟักทอง ช่วยสมดุลกับโซเดียม (ยกเว้นผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดโพแทสเซียม ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน)
  10. ค่อย ๆ ลดทีละนิด — ต่อมรับรสปรับตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ถ้าลดฮวบทีเดียวมักกลับไปกินเค็มเหมือนเดิม
ข้อควรระวังเรื่องเกลือโซเดียมต่ำ: ผลิตภัณฑ์ที่ลดโซเดียมมักใช้โพแทสเซียมคลอไรด์ทดแทน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาบางกลุ่มที่ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูง ถ้ามีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเปลี่ยนมาใช้
อาหารนอกบ้านปรุงรสจัดกว่าที่ทำเอง การขอไม่ปรุงจัดจึงช่วยได้จริง
อาหารนอกบ้านปรุงรสจัดกว่าที่ทำเอง การขอไม่ปรุงจัดจึงช่วยได้จริง · Takeaway · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
Advertisement

ใครควรระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นความดันสูง
  • ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือมีภาวะบวมน้ำ
  • ผู้สูงอายุ ซึ่งไตขับโซเดียมได้ช้าลงตามวัย
  • ผู้ที่กินอาหารนอกบ้านหรืออาหารสำเร็จรูปเป็นประจำแทบทุกมื้อ

กลุ่มเหล่านี้ควรตรวจความดันโลหิตสม่ำเสมอ และหากแพทย์สั่งจำกัดโซเดียมไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ให้ยึดตามที่แพทย์กำหนดมากกว่าคำแนะนำทั่วไป

สรุป

เป้าหมายไม่ใช่การกินจืดจนไม่มีความสุขกับอาหาร แต่คือการรู้ว่าโซเดียมส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากขวดน้ำปลาบนโต๊ะ แต่มาจากเครื่องปรุงตอนทำ น้ำซุป และอาหารสำเร็จรูป ถ้าเริ่มได้แค่สองอย่างวันนี้ ให้เริ่มจากชิมก่อนปรุง และไม่กินน้ำซุปจนหมดถ้วย สองข้อนี้ทำได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตอะไรเลย

อ่านต่อ: บทความหมวดอาหารและโภชนาการ

⚕️ บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับเปลี่ยนการกินอย่างมีนัยสำคัญ