จุดดำเล็ก ๆ ที่มุมเพดาน คราบเขียวหลังตู้เสื้อผ้า กลิ่นอับที่ไม่หายแม้เปิดหน้าต่าง หน้าฝนคือฤดูที่เชื้อราในบ้านโตเร็วที่สุด และคนส่วนใหญ่แพ้ในรอบที่สองเพราะแก้แค่คราบ ไม่ได้แก้ความชื้น

สรุป: เชื้อราในบ้าน เกิดจากความชื้นเสมอ ถ้าขัดคราบออกแต่ไม่แก้ต้นเหตุ ราจะกลับมา พื้นผิวแข็งอย่างกระเบื้อง พลาสติก และผนังทาสี ให้ขัดด้วยน้ำผสมผงซักฟอกแล้วเช็ดให้แห้งสนิท วัสดุที่ซับน้ำอย่างฝ้ายิปซัม พรม และฟูกที่ขึ้นราหนักมักต้องเปลี่ยน ถ้าพื้นที่ขึ้นราใหญ่กว่าราว 1 ตารางเมตรควรพิจารณาใช้ช่าง ห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น และพยายามคุมความชื้นในบ้านให้ต่ำกว่า 60%

ทำไมหน้าฝนราขึ้นง่าย

สปอร์ของเชื้อราลอยอยู่ในอากาศทั้งในบ้านและนอกบ้านตลอดเวลา เราไม่สามารถกำจัดสปอร์ให้หมดได้ สิ่งที่ตัดสินว่าราจะโตหรือไม่มีสามอย่าง

  • ความชื้น — น้ำรั่ว น้ำซึม ไอน้ำควบแน่น หรืออากาศชื้นต่อเนื่อง
  • อาหาร — วัสดุที่มีสารอินทรีย์ เช่น ไม้ กระดาษ กระดาษที่หุ้มแผ่นยิปซัม ผ้า และฝุ่น
  • อุณหภูมิ — ราหลายชนิดชอบอุณหภูมิห้องทั่วไป

บ้านในไทยอุ่นทั้งปีและมีวัสดุที่เป็นอาหารของราเต็มบ้าน ปัจจัยเดียวที่เราควบคุมได้จริงจึงเหลือแค่ ความชื้น หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) แนะนำให้ทำให้บริเวณที่เปียกน้ำแห้งภายใน 24–48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ราเริ่มโต

จุดที่ราชอบขึ้นในบ้าน

  • มุมห้องและเพดานใต้หลังคาหรือรางน้ำที่รั่ว
  • ผนังด้านนอกที่รับฝนสาดโดยตรง
  • หลังตู้เสื้อผ้าหรือตู้หนังสือที่วางชิดผนัง
  • ห้องน้ำที่ไม่มีหน้าต่างหรือพัดลมดูดอากาศ
  • ขอบหน้าต่างและบริเวณรอบเครื่องปรับอากาศที่มีน้ำเกาะ
  • ใต้อ่างล้างจานที่ท่อน้ำซึม
จุดเชื้อราสีดำและเทากระจายตัวบนผนังสีขาวบริเวณมุมห้อง
เชื้อราขึ้นเป็นจุดบนผนังมุมห้อง ความหนาแน่นมากที่สุดอยู่ตรงมุมและใกล้พื้น ซึ่งเป็นจุดที่อากาศไหลเวียนน้อยและความชื้นสะสม · ภาพ: שי אבידן · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

เชื้อราในบ้านอันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน

ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เชื้อราทำให้เกิดอาการได้ในคนที่ไวต่อมัน เช่น คัดจมูก ไอ หายใจมีเสียงวี้ด ระคายเคืองตาหรือผิวหนัง

  • คนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด — อาการอาจกำเริบได้ง่ายขึ้น
  • คนที่ภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคปอดเรื้อรัง — มีความเสี่ยงติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป
เรื่อง “ราดำอันตรายกว่าราสีอื่น”: CDC ระบุว่ายังไม่มีการตรวจใดพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างราชนิดที่มักเรียกว่าราดำ (Stachybotrys chartarum) กับอาการเฉพาะเจาะจง และสีของราไม่ได้บอกว่ามันอันตรายแค่ไหน ราทุกชนิดที่ขึ้นในบ้านควรจัดการด้วยวิธีเดียวกัน คือกำจัดออกและแก้ความชื้น โดยทั่วไปจึงไม่จำเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจชนิด

ถ้าคนในบ้านมีอาการทางเดินหายใจที่ไม่ดีขึ้น หรือหอบหืดกำเริบบ่อยในช่วงที่บ้านมีรา ควรพบแพทย์และแจ้งเรื่องสภาพบ้านด้วย

Advertisement

ก่อนลงมือ: ป้องกันตัวเองก่อน

  • หน้ากาก N95 — หน้ากากอนามัยทั่วไปกันสปอร์ได้ไม่ดี
  • ถุงมือยาง — ไม่ให้มือสัมผัสราและน้ำยาโดยตรง
  • แว่นครอบตาแบบไม่มีรูระบาย — กันสปอร์และน้ำยากระเด็นเข้าตา
  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท และให้เด็ก ผู้สูงอายุ คนเป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด อยู่ห่างจากบริเวณนั้น
  • อย่าปัดหรือขัดราแห้ง ๆ — จะทำให้สปอร์ฟุ้งกระจาย ให้ทำให้พื้นผิวชื้นเล็กน้อยก่อนเช็ด

ทำความสะอาดตามชนิดพื้นผิว

พื้นผิววิธีที่แนะนำ
กระเบื้อง พลาสติก กระจก โลหะ ผนังทาสีขัดด้วยน้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
ยาแนวห้องน้ำขัดด้วยแปรง ใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบราตามฉลาก ถ้าคราบลงลึกมากอาจต้องรื้อยาแนวใหม่
ไม้ที่ยังแข็งแรงเช็ดทำความสะอาดแล้วเช็ดแห้ง ถ้าไม้ผุนิ่มควรเปลี่ยน
ฝ้ายิปซัม วอลเปเปอร์ พรม ฟูก เบาะวัสดุซับน้ำ ราลงลึกถึงเนื้อใน ถ้าขึ้นหนักมักต้องทิ้งหรือเปลี่ยน
เสื้อผ้า ผ้าม่านซักตามฉลาก และตากให้แห้งสนิทก่อนเก็บเข้าตู้

น้ำยาฟอกขาว ใช้ได้ไหม

คนไทยจำนวนมากใช้น้ำยาฟอกขาวเป็นอย่างแรก แต่ EPA ระบุว่า โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้สารฆ่าเชื้ออย่างน้ำยาฟอกขาวในการกำจัดราตามปกติ เพราะเป้าหมายคือเอาราออกจากพื้นผิว ซึ่งการขัดด้วยน้ำผสมผงซักฟอกทำได้

ถ้าจะใช้ ต้องจำกฎความปลอดภัยเหล่านี้

  • ห้ามผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น — จะเกิดก๊าซพิษ รวมถึงน้ำยาล้างห้องน้ำชนิดกรด ที่เมื่อผสมกับน้ำยาฟอกขาวจะเกิดก๊าซคลอรีน
  • เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท และใส่ถุงมือทุกครั้ง
  • ทำตามอัตราส่วนบนฉลาก เข้มข้นขึ้นไม่ได้แปลว่าได้ผลดีขึ้น

อีกเรื่องที่ EPA เตือนคือ อย่าทาสีหรือยาซิลิโคนทับคราบรา สีที่ทาทับมีแนวโน้มลอกร่อน และราที่อยู่ข้างใต้ไม่ได้หายไป

เมื่อไหร่ควรเรียกช่างหรือผู้เชี่ยวชาญ

  • พื้นที่ขึ้นราใหญ่กว่าราว 1 ตารางเมตร (EPA ใช้เกณฑ์ 10 ตารางฟุต)
  • ราเกิดหลังน้ำท่วมหรือน้ำเสียไหลเข้าบ้าน — น้ำประเภทนี้มีเชื้อโรคปนเปื้อน
  • สงสัยว่ามีราในท่อแอร์หรือระบบระบายอากาศ — ไม่ควรเปิดเครื่องใช้งานต่อจนกว่าจะได้รับการตรวจ
  • ราขึ้นซ้ำที่เดิมหลังทำความสะอาดแล้ว — มักแปลว่ามีน้ำรั่วซึมในผนังหรือหลังคาที่มองไม่เห็น
  • คนในบ้านมีปัญหาสุขภาพ ที่ทำให้ไม่ควรสัมผัสรา
Advertisement

ป้องกันไม่ให้กลับมา

  1. วัดความชื้น — เครื่องวัดความชื้น (ไฮโกรมิเตอร์) ราคาไม่แพง EPA แนะนำให้ความชื้นในบ้านต่ำกว่า 60% และดีที่สุดอยู่ระหว่าง 30–50%
  2. ซ่อมรอยรั่วให้เร็ว — หลังคา รางน้ำ ท่อ และขอบหน้าต่าง
  3. เปิดพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำ ระหว่างและหลังอาบน้ำ
  4. ใช้โหมด Dry ของแอร์หรือเครื่องลดความชื้น ในห้องที่อับชื้น
  5. เว้นช่องระหว่างตู้กับผนัง โดยเฉพาะผนังด้านนอกบ้าน ให้อากาศไหลผ่านได้
  6. เช็ดหยดน้ำที่เกาะกระจกและขอบหน้าต่าง ในวันที่ฝนตกต่อเนื่อง
  7. ลดการตากผ้าในห้องปิด ผ้าเปียกหนึ่งราวเพิ่มความชื้นในห้องได้มาก

คำถามที่พบบ่อย

ทาสีกันราทับได้เลยไหม?
ไม่ควร ต้องทำความสะอาดราออกและปล่อยให้พื้นผิวแห้งสนิทก่อน สีกันราช่วยชะลอการเกิดใหม่ได้ แต่ไม่ได้ฆ่าราที่มีอยู่แล้วข้างใต้ และจะไม่ได้ผลถ้ายังมีน้ำซึม

ต้องส่งตัวอย่างราไปตรวจไหมว่าเป็นชนิดไหน?
โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะวิธีจัดการราทุกชนิดเหมือนกัน

ถ่านหรือเกลือดูดความชื้นในตู้ช่วยได้ไหม?
ช่วยได้บ้างในพื้นที่ปิดขนาดเล็ก แต่ไม่พอสำหรับห้องทั้งห้อง ถ้าปัญหามาจากน้ำซึม ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

อ่านต่อ

แหล่งอ้างอิง

  • U.S. Environmental Protection Agency (EPA) — A Brief Guide to Mold, Moisture, and Your Home
  • U.S. EPA — Mold Cleanup in Your Home
  • U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Facts About Stachybotrys chartarum และ Mold and Your Health