หลายคนสวดบทนี้ต่อจากพาหุงทุกคืนโดยจำได้แค่คำว่า “มหาการุณิโก” แต่ท่อนกลางของบทนี้มีคำสอนที่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามได้ทั้งหมด คือ เวลาที่เราทำความดี คือฤกษ์ดีที่สุด
บทสวดชยปริตร (มหาการุณิโก)
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวดตามลำดับ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ความหมายทีละท่อน
ท่อนที่ 1: สัจจะแห่งพระมหากรุณา
พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่ง ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งปวงเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จนบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ด้วยสัจวาจานี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน
ท่อนที่ 2: ชัยชนะใต้ต้นโพธิ์
ขอท่านจงมีชัยชนะในมงคลพิธี เหมือนพระพุทธเจ้าผู้ยังความยินดีให้เจริญแก่ศากยวงศ์ ทรงชนะมารที่โคนต้นโพธิ์ ประทับบนบัลลังก์ที่ไม่มีใครเอาชนะได้ ซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง และทรงเบิกบานในความเป็นเลิศ
ท่อนที่ 3: ฤกษ์ดีคือเวลาที่ทำดี
ท่อนนี้คือหัวใจของบทสวด มาจากพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เวลาใดที่บุคคลประพฤติชอบ เวลานั้นชื่อว่า ฤกษ์ดี มงคลดี รุ่งอรุณดี ตื่นดี ขณะดี ยามดี และเป็นการบูชาที่ดีในผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมเป็นไปในทางที่ดี ความตั้งใจก็เป็นไปในทางที่ดี ผู้ทำความดีเช่นนั้นย่อมได้รับประโยชน์ที่ดี
ในวัฒนธรรมที่คนจำนวนมากรอฤกษ์ยามก่อนทำเรื่องสำคัญ ท่อนนี้ให้มุมมองที่ต่างออกไป คือไม่ต้องรอฤกษ์เพื่อจะทำดี เพราะการทำดีคือฤกษ์ในตัวมันเอง
ท่อนที่ 4: ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน
สามบทสุดท้ายเป็นคำอวยพรที่ได้ยินบ่อยในงานมงคล ขอสรรพมงคลจงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ทั้งปวง ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
ชยปริตรกับพาหุง สวดต่อกันอย่างไร
ในการสวดมนต์ทั่วไปมักเรียงลำดับ อิติปิโส → พาหุง → มหาการุณิโก เพราะพาหุงเล่าชัยชนะ 8 ครั้งของพระพุทธเจ้า และมหาการุณิโกสรุปด้วยชัยชนะใต้ต้นโพธิ์ พร้อมคำอวยพรปิดท้าย ทั้งสองบทจึงถูกเรียกรวมกันว่า “พาหุงมหากา”
ในงานมงคล พระสงฆ์มักเจริญชยปริตรในช่วงท้ายของการเจริญพระพุทธมนต์ และบทภะวะตุ สัพพะมังคะลังก็ใช้เป็นบทอนุโมทนาในหลายโอกาส
สวดเมื่อไหร่ดี
- ตอนเช้า — ก่อนเริ่มงานหรือเริ่มวันใหม่ ท่อน “สุนักขัตตัง” เตือนใจให้วันนี้เป็นฤกษ์ดีด้วยการกระทำ
- ก่อนเริ่มเรื่องสำคัญ — สอบ สัมภาษณ์งาน เปิดกิจการ
- ต่อจากพาหุงทุกคืน — ตามลำดับที่นิยม
คำถามที่พบบ่อย
มหาการุณิโกกับชยปริตรคือบทเดียวกันไหม?
ใช่ ชยปริตรเป็นชื่อบท ส่วนมหาการุณิโกเป็นคำขึ้นต้นที่คนไทยนิยมใช้เรียก
ถ้าเชื่อฤกษ์ยามอยู่แล้ว สวดบทนี้ขัดกันไหม?
ไม่ขัด แต่บทนี้ชวนให้ใส่ใจกับการกระทำมากกว่าตัวเวลา เพราะไม่ว่าฤกษ์ดีแค่ไหน ถ้าทำไม่ดีผลก็ไม่ดี
สวดคนเดียวที่บ้านใช้คำว่า “เต” (แก่ท่าน) หรือเปลี่ยนเป็น “เม” (แก่ข้าพเจ้า)?
บางคนเปลี่ยนคำเพื่อให้เป็นการอวยพรตนเอง บางสำนักสวดตามต้นฉบับทุกคำ เป็นเรื่องธรรมเนียมที่ควรถามวัดที่ท่านนับถือ
อ่านต่อ: รวมบทสวดมนต์ & สิ่งศักดิ์สิทธิ์ · บทสวดพาหุงมหากา · บทสวดอิติปิโส · มงคลสูตร
แหล่งอ้างอิง
- หนังสือสวดมนต์เจ็ดตำนานและสิบสองตำนาน — ชะยะปะริตตัง
- พระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต — ปุพพัณหสูตร (ที่มาของท่อนสุนักขัตตัง)
- วิมุตติ (wimutti.org) — ชัยปริตร (ตรวจเทียบถ้อยคำ)