คำถามที่คนถามมากที่สุดหลังทุกเหตุแผ่นดินไหวคือ “ทำไมไม่มีการเตือนล่วงหน้า” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ การทำนายว่าจะไหวเมื่อไร ที่ไหน แรงเท่าไร ยังทำไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่การเตือนภัยทำได้จริง เพียงแต่เป็นคนละเรื่องกัน และแบ่งได้เป็นสามระดับเวลา
“ทำนาย” กับ “เตือนภัย” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในทางวิชาการ การทำนายแผ่นดินไหว (earthquake prediction) หมายถึงการระบุล่วงหน้าว่าเหตุจะเกิดเวลาใด บริเวณใด และขนาดเท่าไร ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่ใช้ได้จริง หน่วยงานธรณีวิทยาระดับโลกอย่าง USGS ระบุชัดว่ายังไม่มีใครทำนายแผ่นดินไหวใหญ่ได้สำเร็จ และย้ำว่าระบบเตือนภัยที่มีอยู่ไม่ใช่การทำนาย
สิ่งที่ทำได้จริงมีสามอย่าง
- เตือนภัยล่วงหน้า (early warning) — แจ้งเตือนหลังแผ่นดินไหวเริ่มขึ้นแล้ว แต่ก่อนที่คลื่นแรงจะเดินทางมาถึงผู้รับสาร
- ประเมินความน่าจะเป็นระยะยาว (forecast) — บอกว่าในช่วงหลายสิบปีข้างหน้า พื้นที่ใดมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวระดับใด
- เตือนภัยต่อเนื่องหลังเกิดเหตุ — เช่น การเตือนสึนามิ และการเตือนอาฟเตอร์ช็อก
ระดับที่ 1: เตือนก่อนแรงสั่นมาถึง ภายในไม่กี่วินาที
ระบบ Earthquake Early Warning ใช้ความจริงทางฟิสิกส์ง่าย ๆ ว่า เมื่อรอยเลื่อนเริ่มปริแตก คลื่นสองชนิดจะออกเดินทางด้วยความเร็วต่างกัน
- คลื่น P มาถึงก่อน ความเร็วสูงกว่า แต่แรงสั่นเบากว่า
- คลื่น S และคลื่นพื้นผิว มาทีหลัง ช้ากว่า แต่เป็นตัวที่ทำให้อาคารเสียหาย
สถานีตรวจวัดที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางจะจับคลื่น P ได้ก่อน แล้วส่งสัญญาณด้วยความเร็วแสงผ่านระบบสื่อสารไปยังพื้นที่ที่คลื่นแรงยังเดินทางไปไม่ถึง จึงได้เวลานำหน้าไม่กี่วินาทีถึงหลักนาที
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือระบบของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นในเหตุแผ่นดินไหวโทโฮกุ ปี 2011 ซึ่งออกประกาศเตือนหลังรอยเลื่อนเริ่มปริแตกราว 8 วินาที ทำให้ผู้คนในกรุงโตเกียวที่อยู่ห่างออกไปราว 373 กิโลเมตร มีเวลาเตรียมตัวมากกว่าหนึ่งนาทีก่อนแรงสั่นจะมาถึง
แต่ระบบนี้มีข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจ
- ยิ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลาง ยิ่งได้เวลาน้อย บริเวณเหนือจุดกำเนิดแทบไม่ได้เวลาเลย เพราะคลื่นแรงมาถึงพร้อมกับสัญญาณ
- ไม่กี่วินาทีทำอะไรได้บ้าง หมอบลงใต้โต๊ะ หยุดรถไฟ ปิดวาล์วแก๊ส หยุดสายพานในโรงงาน เปิดประตูลิฟต์ที่ชั้นใกล้ที่สุด ซึ่งล้วนลดความเสียหายได้จริง
- ต้องแม่นพอที่จะไม่เตือนพร่ำเพรื่อ เพราะถ้าเตือนผิดบ่อย คนจะเลิกสนใจ
ระดับที่ 2: เตือนสึนามิ ได้เวลาเป็นนาทีถึงชั่วโมง
ถ้าแผ่นดินไหวเกิดใต้ทะเลและยกตัวพื้นทะเลขึ้น คลื่นสึนามิจะเดินทางช้ากว่าคลื่นแผ่นดินไหวมาก จึงมีเวลาให้เตือนมากกว่า ระบบเตือนภัยจึงทำงานเป็นลูกโซ่
- สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวระบุตำแหน่ง ความลึก และขนาดของเหตุ
- ทุ่นตรวจวัดในทะเลลึกวัดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจริง เพื่อยืนยันว่าเกิดสึนามิหรือไม่
- ศูนย์เตือนภัยประเมินพื้นที่เสี่ยงและเวลาที่คลื่นจะถึงฝั่ง แล้วสั่งการแจ้งเตือน
ฝั่งไทย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีทุ่นตรวจวัดสึนามิ 2 จุด คือสถานี 23401 ในมหาสมุทรอินเดียห่างภูเก็ตไปทางตะวันตกราว 965 กิโลเมตร และสถานี 23461 ในทะเลอันดามันห่างภูเก็ตราว 340 กิโลเมตร เมื่อได้รับข้อมูลยืนยันจะส่งสัญญาณไปยังหอเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน
ระดับที่ 3: เตือนล่วงหน้าเป็นสิบปี ด้วยแผนที่และกฎหมายอาคาร
ระดับนี้ไม่ตื่นเต้นเท่าสัญญาณเตือนในมือถือ แต่เป็นระดับที่ลดความสูญเสียได้มากที่สุด เพราะสิ่งที่ฆ่าคนในแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ไม่ใช่การสั่นของพื้นดิน แต่คืออาคารที่พังลงมา
- แผนที่รอยเลื่อนมีพลัง — กรมทรัพยากรธรณีจัดทำแผนที่กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทยไว้ 16 กลุ่ม พาดผ่านหลายจังหวัด ใช้เป็นฐานในการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่
- กฎหมายควบคุมอาคาร — กฎกระทรวงว่าด้วยการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 ขยายพื้นที่บังคับใช้ให้ครอบคลุมมากขึ้นราว 43 จังหวัด โดยแบ่งเป็นบริเวณเฝ้าระวังตามระดับความเสี่ยง และอ้างอิงมาตรฐานการออกแบบ มยผ. 1301/1302
- การตรวจสอบอาคารเดิม — อาคารจำนวนมากสร้างก่อนกฎหมายฉบับใหม่ การประเมินและเสริมกำลังโครงสร้างจึงเป็นงานที่ยังเหลืออยู่
ประเทศไทยมีอะไรอยู่แล้วบ้าง
| ส่วนประกอบ | สถานะโดยสรุป |
|---|---|
| เครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหว | กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ดูแลสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ ตัวเลขที่เผยแพร่ต่างกันตามประเภทสถานี เช่น สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว สถานีวัดอัตราเร่งพื้นดิน และสถานีวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก |
| ทุ่นตรวจวัดสึนามิ | 2 ทุ่นในมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ทำงานร่วมกับเครือข่ายเตือนภัยสึนามิระหว่างประเทศ |
| หอเตือนภัยชายฝั่ง | ติดตั้งในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน |
| Cell Broadcast แจ้งเตือนผ่านมือถือ | ทดสอบระดับประเทศครอบคลุม 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ เมื่อ 20 มกราคม 2569 โดยรายงานว่าผู้รับได้รับสัญญาณภายในเวลาไม่เกินราว 10 วินาที และมีการจัดทำเกณฑ์แจ้งเตือนแผ่นดินไหวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| กฎหมายอาคาร | กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 บังคับการออกแบบต้านแรงแผ่นดินไหวในพื้นที่ที่กำหนด |
สิ่งที่ยังเป็นโจทย์คือการทำให้ข้อความที่ส่งถึงมือถือ “บอกให้ทำอะไรต่อ” ได้ชัดเจน ไม่ใช่แค่แจ้งว่าเกิดเหตุ และการเชื่อมข้อมูลจากหลายหน่วยงานให้ออกประกาศได้เร็วพอในสถานการณ์จริง
ทำไมกรุงเทพฯ ถึงสั่นได้ ทั้งที่ศูนย์กลางอยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตร
เหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ทำให้คนกรุงเทพฯ จำนวนมากรู้สึกถึงแรงสั่นอย่างชัดเจน ทั้งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางมาก คำอธิบายหลักมีสองข้อ
- ชั้นดินอ่อน — กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนหนา ซึ่งขยายแอมพลิจูดของคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาวให้แรงขึ้นเมื่อเดินทางมาถึงผิวดิน
- อาคารสูงมีคาบการสั่นตรงกับคลื่นคาบยาว — เมื่อคาบการสั่นของอาคารใกล้เคียงกับคาบของคลื่น อาคารจะโยกมากเป็นพิเศษ คนบนชั้นสูงจึงรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ระดับพื้น
นี่คือเหตุผลที่ระยะห่างจากศูนย์กลางเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าจะรู้สึกแรงแค่ไหน สภาพชั้นดินและลักษณะอาคารมีน้ำหนักไม่แพ้กัน
ระวังข่าวลวงเรื่อง “มีคนทำนายไว้แล้ว”
ทุกครั้งที่เกิดเหตุใหญ่ มักมีข้อความส่งต่อว่ามีนักวิทยาศาสตร์หรือหมอดูทำนายวันเวลาไว้ล่วงหน้า วิธีตรวจสอบง่าย ๆ มีสามข้อ
- คำทำนายที่อ้างว่าแม่น มักระบุกว้างจนไม่ผิด เช่น “ภายในเดือนนี้จะมีแผ่นดินไหวแถบเอเชีย” ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว
- ไม่มีหน่วยงานธรณีวิทยาใดในโลกออกคำทำนายเจาะจงวันเวลา ถ้าข้อความอ้างหน่วยงาน ให้ไปตรวจที่ช่องทางทางการของหน่วยงานนั้นโดยตรง
- ข้อมูลแผ่นดินไหวจริงมีเลขกำกับชัดเจน ทั้งเวลาเกิด พิกัด ความลึก และขนาด ถ้าข้อความไม่มีสิ่งเหล่านี้ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
- เปิดการแจ้งเตือนฉุกเฉินในมือถือ ทั้งระบบ iOS และ Android มีสวิตช์สำหรับ emergency alert ให้เปิดไว้
- ยึดเฟอร์นิเจอร์หนักและชั้นวางของ ของที่ล้มทับคือสาเหตุบาดเจ็บที่พบบ่อยในเหตุการณ์จริง
- ซ้อมท่าพื้นฐาน หมอบ ป้อง เกาะ แล้วรอจนแรงสั่นหยุดค่อยเคลื่อนย้าย ไม่ใช้ลิฟต์
- รู้เส้นทางขึ้นที่สูงถ้าอยู่ชายฝั่ง และตกลงจุดนัดพบของครอบครัวไว้ล่วงหน้า
- รู้จักอาคารที่ตัวเองอยู่ สร้างปีไหน เคยประเมินโครงสร้างหรือยัง ถ้าเป็นคอนโดหรือสำนักงาน ถามนิติบุคคลได้
สรุป
แผ่นดินไหวยังทำนายล่วงหน้าไม่ได้ และไม่ควรเชื่อใครที่อ้างว่าทำได้ แต่การเตือนภัยเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในสามระดับเวลา ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีก่อนแรงสั่นมาถึง ไปจนถึงการเตือนล่วงหน้าเป็นสิบปีด้วยแผนที่รอยเลื่อนและกฎหมายอาคาร
ระดับที่ให้ผลมากที่สุดกลับเป็นระดับที่เงียบที่สุด นั่นคือการออกแบบอาคารให้รับแรงไหวได้ และการเตรียมตัวของคนทั่วไปก่อนเหตุจะเกิด เพราะเมื่อสัญญาณเตือนดังขึ้นจริง เวลาที่เหลือมีหน่วยเป็นวินาที
คำถามที่พบบ่อย
มีแอปที่เตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้จริงไหม?
มีระบบเตือนภัยที่แจ้งหลังแผ่นดินไหวเริ่มขึ้นแล้วและใช้งานจริงในหลายประเทศ แต่ไม่มีแอปใดที่ทำนายล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไร ถ้าแอปไหนอ้างแบบนั้น ให้ตั้งข้อสงสัย
ทำไมบางครั้งรู้สึกสั่นแต่ไม่มีการแจ้งเตือน?
เกณฑ์การแจ้งเตือนจะดูขนาด ความลึก ระยะทาง และระดับความรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดกับพื้นที่ ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะไม่ส่งข้อความ เพื่อไม่ให้เกิดการเตือนถี่จนคนเลิกสนใจ
ไทยจะมีระบบเตือนก่อนแรงสั่นมาถึงแบบญี่ปุ่นไหม?
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนผ่านมือถือและจัดทำเกณฑ์สำหรับภัยแผ่นดินไหวแล้ว แต่ประสิทธิภาพขึ้นกับความหนาแน่นของสถานีตรวจวัดและความเร็วของการส่งข้อมูล ซึ่งยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง
อาฟเตอร์ช็อกเตือนล่วงหน้าได้ไหม?
ระบุเวลาที่แน่นอนไม่ได้เช่นกัน แต่ประเมินความน่าจะเป็นได้ว่าในช่วงวันถึงสัปดาห์หลังเหตุใหญ่ โอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกจะสูงและค่อย ๆ ลดลง จึงควรระวังอาคารที่เสียหายแล้วเป็นพิเศษ
อ่านต่อ
สัญญาณเตือนแผ่นดินไหว — ก่อน ระหว่าง หลังเกิดเหตุ ทำอะไร · แผ่นดินไหว M6 M7 M8 หมายถึงอะไร · สึนามิเกิดได้อย่างไร
แหล่งอ้างอิง
- USGS — ShakeAlert และคำอธิบายว่าการเตือนภัยล่วงหน้าไม่ใช่การทำนายแผ่นดินไหว
- Japan Meteorological Agency — ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและกรณีแผ่นดินไหวโทโฮกุ ปี 2011
- ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย — ทุ่นตรวจวัดสึนามิและหอเตือนภัย
- กรมทรัพยากรธรณี — แผนที่กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย 16 กลุ่ม
- กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564
- กรมอุตุนิยมวิทยา กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว และรายงานการทดสอบระบบ Cell Broadcast ระดับประเทศ



