ไทยไม่ได้เป็นคู่กรณีในข้อพิพาททะเลจีนใต้ ไม่ได้อ้างสิทธิ์เกาะไหน และไม่มีเรือรบไปเผชิญหน้ากับใคร — แต่ของเกือบทุกอย่างที่เราซื้อและขาย ต้องผ่านน่านน้ำนั้น

ทะเลจีนใต้สำคัญขนาดไหนจริง

ตัวเลขที่ถูกอ้างบ่อยที่สุดในข่าวไทยคือ "มูลค่าการค้า 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีผ่านทะเลจีนใต้" ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรใช้ด้วยความระวัง

โครงการ ChinaPower ของ CSIS ได้ตรวจสอบตัวเลขนี้และพบว่ามันถูกใช้ซ้ำมาตั้งแต่ปลายปี 2553 โดยไม่ได้ปรับตามสภาพการค้าโลกที่เปลี่ยนไป เมื่อคำนวณใหม่จากข้อมูลจริง พบว่ามูลค่าการค้าที่ผ่านทะเลจีนใต้ในปี 2559 อยู่ที่ราว 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 21% ของการค้าโลก ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขที่อ้างกันอยู่ราวหนึ่งในสาม

แต่ต่อให้ใช้ตัวเลขที่อนุรักษ์นิยมกว่า มันก็ยังมหาศาลอยู่ดี หนึ่งในห้าของการค้าทั้งโลกผ่านทะเลผืนเดียว ทำให้ทะเลจีนใต้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สุดเส้นหนึ่งของเศรษฐกิจโลก

ที่น่าสนใจกว่าคือความพึ่งพาที่ไม่เท่ากันของแต่ละประเทศ

ประเทศสัดส่วนการค้าที่ผ่านทะเลจีนใต้
จีนราว 39.5% ของการค้าทั้งหมด
อินเดียราว 30.6%
ญี่ปุ่นราว 19.1%
สหรัฐฯราว 5.7%

ตัวเลขชุดนี้อธิบายพฤติกรรมของแต่ละฝ่ายได้ดีกว่าคำอธิบายเชิงอุดมการณ์ จีนพึ่งพาเส้นทางนี้เกือบ 40% ของการค้าทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ พึ่งพาไม่ถึง 6% ความเสี่ยงที่แต่ละฝ่ายแบกจึงไม่เท่ากันเลย

เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่กลางทะเล
ราวหนึ่งในห้าของการค้าโลกเดินทางผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของโลก · ภาพ: Gordon Leggett · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

ข้อพิพาทคืออะไร ใครอ้างสิทธิ์อะไร

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ไม่ใช่เรื่องเดียว แต่เป็นข้อพิพาทหลายชั้นที่ทับซ้อนกัน

แกนหลักคือการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะและแนวปะการังหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ หมู่เกาะสแปรตลี และ หมู่เกาะพาราเซล ซึ่งมีผู้อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันหลายประเทศ ได้แก่ จีน ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน

สิ่งที่ทำให้เรื่องซับซ้อนคือเกาะเหล่านี้ส่วนใหญ่เล็กมากและบางแห่งจมน้ำเมื่อน้ำขึ้น แต่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) การครอบครองแผ่นดินให้สิทธิ์เหนือน่านน้ำโดยรอบด้วย รวมถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่กินพื้นที่กว้างมาก การถือครองหินก้อนเล็กจึงหมายถึงสิทธิ์เหนือทะเลผืนใหญ่ ทรัพยากรประมง และแหล่งพลังงานใต้ทะเล

ในปี 2559 ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮกได้มีคำตัดสินในคดีที่ฟิลิปปินส์ยื่นฟ้อง โดยระบุว่าการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในลักษณะเส้นประของจีนไม่มีฐานทางกฎหมายภายใต้ UNCLOS จีนไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าว และสถานการณ์จึงยังคงอยู่ในภาวะที่ไม่มีข้อยุติจนถึงปัจจุบัน

Advertisement

แล้วไทยเกี่ยวอะไร ทั้งที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์

ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศอาเซียนที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีในข้อพิพาทนี้ เพราะไม่มีอาณาเขตติดทะเลจีนใต้โดยตรงและไม่ได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะใด แต่ผลกระทบมาถึงไทยผ่านสามทางที่เป็นรูปธรรมมาก

1. ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้า

สินค้าที่ไทยส่งออกไปเอเชียตะวันออก ญี่ปุ่น เกาหลี และสินค้าที่นำเข้าจากจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับต้นของไทย ล้วนใช้เส้นทางผ่านทะเลจีนใต้ เมื่อพื้นที่ใดถูกมองว่าเสี่ยง ค่าประกันภัยทางทะเลจะสูงขึ้นทันที และเรืออาจต้องอ้อมซึ่งเพิ่มทั้งเวลาและน้ำมัน ต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งต่อมาที่ราคาสินค้าปลายทาง

2. ห่วงโซ่การผลิตที่ไทยอยู่ตรงกลาง

อุตสาหกรรมสำคัญของไทยอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นการประกอบจากชิ้นส่วนที่นำเข้า โดยส่วนใหญ่มาจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งทั้งหมดอยู่อีกฝั่งของทะเลจีนใต้ ถ้าเส้นทางสะดุด โรงงานในไทยจะได้รับผลกระทบภายในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวในระดับนโยบายอย่างเดียว

3. พลังงาน

ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิ ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ ความปลอดภัยของเส้นทางนี้จึงเชื่อมโดยตรงกับความมั่นคงทางพลังงานและราคาค่าไฟฟ้าในประเทศ

ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มองเห็นเรือและเครนขนตู้สินค้า
ท่าเรือแหลมฉบัง — ประตูการค้าทางทะเลหลักของไทย สินค้าที่ผ่านที่นี่ส่วนใหญ่ต้องเดินทางผ่านทะเลจีนใต้ · ภาพ: U.S. Navy · Public domain · via Wikimedia Commons

ทำไมไทยถึงเลือกจุดยืนแบบที่เห็น

ท่าทีของไทยที่ผ่านมาคือการไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน และผลักดันให้แก้ปัญหาผ่านกลไกอาเซียนกับการเจรจาจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าไม่มีจุดยืน แต่เมื่อดูจากโครงสร้างเศรษฐกิจจะเข้าใจเหตุผลได้ชัดขึ้น

จีนเป็นคู่ค้าอันดับต้นและเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของไทย ขณะที่สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญและเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงมายาวนาน การเลือกข้างชัดเจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีต้นทุนสูงมากทั้งสองทาง

ข้อจำกัดอีกอย่างคืออาเซียนตัดสินใจด้วยฉันทามติ ซึ่งแปลว่าประเทศเดียวสามารถยับยั้งแถลงการณ์ร่วมได้ และเนื่องจากสมาชิกอาเซียนมีระดับความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทต่างกันมาก การออกท่าทีร่วมที่แข็งกร้าวจึงเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ

สัญญาณที่ควรจับตา

ข่าวเรือชนกันหรือการยิงปืนฉีดน้ำเป็นข่าวที่ได้พาดหัวบ่อย แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดว่าสถานการณ์กระทบเราหรือยัง สิ่งที่ควรดูแทนคือ

  • ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยทางทะเล — ถ้าตัวเลขนี้ขยับขึ้นชัดเจน แปลว่าตลาดกำลังตีราคาความเสี่ยงจริง ไม่ใช่แค่ข่าว
  • ประกาศเขตห้ามเดินเรือหรือการซ้อมรบ — ทำให้เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราวและกระทบตารางส่งสินค้า
  • ราคาพลังงานในภูมิภาค — สะท้อนความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการขนส่งได้เร็ว
  • ความคืบหน้าของแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ — เป็นตัวชี้ระยะยาวว่ากลไกทางการทูตยังเดินหน้าหรือหยุดชะงัก

สิ่งที่ควรระวังเวลาอ่านข่าวเรื่องนี้คือการใช้ภาพเก่าและตัวเลขเก่า โดยเฉพาะตัวเลข 5.3 ล้านล้านที่กล่าวถึงข้างต้น และคลิปเหตุการณ์ปะทะที่มักถูกนำมาแชร์ซ้ำโดยไม่ระบุวันที่

สรุป

ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางที่ราวหนึ่งในห้าของการค้าโลกต้องผ่าน และแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่กรณี แต่เศรษฐกิจไทยผูกกับเส้นทางนี้แน่นมากทั้งด้านการส่งออก ห่วงโซ่การผลิต และพลังงาน

วิธีติดตามข่าวนี้ให้ได้ประโยชน์คือดูที่ต้นทุนและเส้นทางเดินเรือจริง มากกว่าดูที่ความดุเดือดของถ้อยแถลง เพราะสิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินคนไทยคือค่าระวางและราคาสินค้า ไม่ใช่วาทะทางการทูต

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย

ไทยอ้างสิทธิ์อะไรในทะเลจีนใต้หรือเปล่า

ไม่ ไทยไม่ได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะหรือแนวปะการังใดในทะเลจีนใต้ และไม่มีอาณาเขตทางทะเลติดกับพื้นที่พิพาทโดยตรง ประเทศที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันคือ จีน ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน ไทยจึงอยู่ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการค้าและการเดินเรือ

ตัวเลข 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ที่เห็นในข่าวผิดหรือ

ไม่ถึงกับผิด แต่ล้าสมัยและสูงเกินจริง งานวิเคราะห์ของ CSIS ChinaPower พบว่าตัวเลขนี้ถูกใช้ซ้ำมาตั้งแต่ปลายปี 2553 โดยไม่ได้ปรับตามข้อมูลใหม่ เมื่อคำนวณใหม่ได้ราว 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559 หรือราว 21% ของการค้าโลก ซึ่งก็ยังถือว่ามหาศาลอยู่ดี

ถ้าเกิดความขัดแย้งรุนแรง ไทยจะกระทบทันทีไหม

ผลกระทบที่มาก่อนคือด้านต้นทุน ค่าประกันภัยทางทะเลและค่าระวางเรือจะขยับขึ้นเร็วที่สุด ตามด้วยตารางการส่งสินค้าที่ล่าช้าถ้าต้องเปลี่ยนเส้นทาง ส่วนผลต่อโรงงานในไทยจะเห็นชัดในระดับสัปดาห์ถึงเดือนเมื่อชิ้นส่วนนำเข้าขาดช่วง สิ่งที่มาช้าที่สุดแต่กระทบกว้างที่สุดคือราคาพลังงาน

ช่องแคบมะละกากับทะเลจีนใต้ต่างกันอย่างไร

เป็นคนละจุดแต่อยู่บนเส้นทางเดียวกัน ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบระหว่างมาเลเซียกับเกาะสุมาตราซึ่งเป็นประตูเชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ทะเลจีนใต้ เรือที่มาจากตะวันออกกลางหรือยุโรปต้องผ่านมะละกาก่อนแล้วจึงเข้าทะเลจีนใต้ ทั้งสองจุดจึงเป็นคอขวดที่เสี่ยงพอกัน

แหล่งอ้างอิง

  • CSIS ChinaPower Project — How Much Trade Transits the South China Sea? มูลค่า 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559 คิดเป็น 21% ของการค้าโลก และสัดส่วนการพึ่งพารายประเทศ
  • อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) — หลักเกณฑ์เขตเศรษฐกิจจำเพาะและสิทธิ์เหนือน่านน้ำ
  • ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร กรุงเฮก — คำตัดสินคดีฟิลิปปินส์กับจีน ปี 2559
  • กระทรวงการต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ — ข้อมูลคู่ค้าและเส้นทางการค้าของไทย

อ่านต่อ: 3 ประเทศวงแหวนไฟที่ไทยต้องจับตา · ข่าวสรุปรายวัน · บทความข่าวโลก