Pyramid Mystery Series · ตอนที่ 9 จาก 10
← ตอนที่ 8: คำสาปตุตันคาเมน · เทคโนโลยีไขปริศนา

ไม่ต้องเจาะกำแพงแม้แต่รูเดียว — อนุภาคที่ตกลงมาจากอวกาศกำลังทำหน้าที่เหมือนเครื่องเอกซเรย์ให้มหาพีระมิด และมันเจอสิ่งที่ไม่มีใครเห็นมา 4,500 ปี

สรุป: โครงการ ScanPyramids ใช้อนุภาคมิวออนจากรังสีคอสมิกสแกนมหาพีระมิดโดยไม่ทำลายโครงสร้าง พบ โพรงใหญ่ยาวอย่างน้อย 30 เมตร เหนือแกรนด์แกลเลอรีในปี 2560 และ ทางเดินยาว 9 เมตรใกล้ผนังด้านเหนือ ในปี 2566 ซึ่งส่องกล้องเข้าไปเห็นเพดานโค้ง แต่ยังไม่รู้ว่าสร้างไว้ทำไม

มิวออนคืออะไร และทำไมมันสแกนหินได้

เรื่องนี้เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือหัวเราตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

อวกาศยิงอนุภาคพลังงานสูงที่เรียกว่า รังสีคอสมิก เข้าใส่โลกตลอด เมื่อมันชนกับชั้นบรรยากาศจะเกิดอนุภาคลูกหลานจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ มิวออน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทะลุทะลวงวัตถุได้ดีกว่าอนุภาคอื่นมาก มิวออนจึงเดินทางผ่านหินหนาหลายสิบเมตรได้

หลักการของการสแกนคือความจริงง่ายๆ ข้อเดียว คือ มิวออนจะถูกดูดกลืนมากขึ้นเมื่อผ่านวัตถุที่หนาแน่นกว่า

ดังนั้นเมื่อนักวิจัยวางเครื่องตรวจจับไว้ในห้องภายในพีระมิดแล้วนับจำนวนมิวออนที่วิ่งผ่านลงมาในแต่ละทิศทาง จุดไหนที่นับได้ มากผิดปกติ แปลว่ามิวออนจากทิศนั้นผ่านเนื้อหินน้อยกว่าที่ควร ซึ่งหมายความว่ามี ช่องว่างซ่อนอยู่ ในแนวนั้น

เมื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายมุมและหลายตำแหน่งเป็นเวลานานหลายเดือน จะสร้างเป็นภาพสามมิติของความหนาแน่นภายในได้ คล้ายกับหลักการ CT scan ในโรงพยาบาล ต่างกันที่แหล่งอนุภาคคืออวกาศ ไม่ใช่เครื่องกำเนิดรังสี

ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดคือวิธีนี้ ไม่ทำลายอะไรเลย ไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องรื้อ และไม่ต้องใช้แหล่งกำเนิดรังสีที่เป็นอันตราย

สถานีตรวจวัดอนุภาคมิวออนที่ติดตั้งใต้ดิน
เครื่องตรวจจับมิวออน — หลักการคือนับอนุภาคที่ทะลุผ่านลงมา จุดที่นับได้มากผิดปกติแปลว่ามีช่องว่างซ่อนอยู่ในแนวนั้น · ภาพ: Tiia Monto · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons

สิ่งที่ ScanPyramids พบจริง

โครงการ ScanPyramids เริ่มขึ้นเพื่อสำรวจพีระมิดในอียิปต์ด้วยเทคนิคที่ไม่ทำลายโครงสร้าง และมีการค้นพบสำคัญสองครั้ง

โพรงใหญ่ (Big Void) — ปี 2560

การค้นพบครั้งแรกที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกและตีพิมพ์ในวารสาร Nature คือการพบช่องว่างขนาดใหญ่ภายในมหาพีระมิดคูฟู

ข้อมูลระบุว่าโพรงนี้มีหน้าตัดใกล้เคียงกับ แกรนด์แกลเลอรี ซึ่งเป็นโถงทางเดินขนาดใหญ่ภายในพีระมิด และมีความยาวอย่างน้อย 30 เมตร ตั้งอยู่เหนือแกรนด์แกลเลอรีขึ้นไป

สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบคือมันคืออะไร มีการเสนอสมมติฐานหลายแบบ ตั้งแต่เป็นห้องที่ยังไม่ถูกค้นพบ เป็นช่องว่างที่วิศวกรโบราณตั้งใจสร้างเพื่อลดน้ำหนักกดทับโครงสร้างด้านล่าง ไปจนถึงเป็นทางลาดภายในที่ใช้ระหว่างการก่อสร้างแล้วปิดทิ้งไว้

ทางเดินหน้าเหนือ — ปี 2566

การค้นพบครั้งที่สองมีรายละเอียดชัดเจนกว่ามาก และตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications

การวัดด้วยมิวออนที่ละเอียดขึ้นเผยว่าช่องว่างใกล้ผนังด้านเหนือของพีระมิดเป็น ทางเดินยาวราว 9 เมตร กว้างราว 2 เมตร และสูงราว 2 เมตร

ความละเอียดที่ได้จากการวัดทำให้ทีมสามารถระบุตำแหน่งได้แม่นพอที่จะ สอดกล้องเอนโดสโคปเข้าไปถ่ายภาพภายในได้จริง ผ่านรอยต่อระหว่างหินที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเจาะทำลาย

ภาพที่ได้เผยให้เห็นทางเดินที่มี เพดานทรงโค้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่มีมนุษย์คนไหนได้เห็นมาตั้งแต่พีระมิดถูกสร้างเมื่อกว่า 4,500 ปีก่อน

แต่จุดที่ต้องพูดตรงๆ คือ ยังไม่มีใครรู้ว่าทางเดินนี้มีไว้ทำอะไร ไม่พบสมบัติ ไม่พบมัมมี่ และไม่พบจารึก สมมติฐานที่มีน้ำหนักที่สุดในตอนนี้คือมันเกี่ยวข้องกับการกระจายน้ำหนักเหนือทางเข้าเดิมของพีระมิด

ภายในมหาพีระมิด มองเห็นทางเดินหินและโครงสร้างภายใน
ภายในมหาพีระมิด — การสแกนด้วยมิวออนทำให้เห็นช่องว่างที่ซ่อนอยู่โดยไม่ต้องเจาะหรือรื้อโครงสร้างใดๆ · ภาพ: Ovedc · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons
Advertisement

ทำไมยังไม่เปิดเข้าไปดู

คำถามที่คนถามมากที่สุดคือ ในเมื่อรู้แล้วว่ามีโพรงอยู่ ทำไมไม่เจาะเข้าไปเลย

เหตุผลมีหลายชั้นและสมเหตุสมผลทั้งหมด

  • ความเสี่ยงต่อโครงสร้าง — มหาพีระมิดยืนอยู่ได้ด้วยการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมาก การเจาะผิดจุดอาจทำให้เกิดรอยร้าวที่ลุกลามและซ่อมกลับไม่ได้
  • เป็นมรดกโลก — การดำเนินการใดๆ ต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานอียิปต์และสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์สากล ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพเดิมสูงมาก
  • หลักการทางโบราณคดีสมัยใหม่ — แนวคิดปัจจุบันคือควรเก็บพื้นที่ที่ยังไม่ถูกรบกวนไว้ให้เทคโนโลยีในอนาคตซึ่งจะดีกว่าที่เรามีวันนี้ การรีบเปิดด้วยเครื่องมือยุคนี้อาจทำลายหลักฐานที่เครื่องมือรุ่นหน้าอ่านได้
  • สภาพอากาศภายใน — การเปิดช่องว่างที่ปิดสนิทมานับพันปีทำให้ความชื้นและอากาศภายนอกเข้าไป ซึ่งอาจทำลายสิ่งที่อยู่ข้างในทันที บทเรียนนี้มาจากกรณีจิตรกรรมในสุสานหลายแห่งที่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นมากหลังถูกเปิด

แนวทางที่ใช้อยู่จึงเป็นการหาวิธีสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปตามรอยต่อที่มีอยู่เดิม แทนการเจาะช่องใหม่

เทคโนโลยีอื่นที่เปลี่ยนวงการโบราณคดี

มิวออนไม่ใช่เครื่องมือเดียว ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่เปลี่ยนวิธีทำงานของนักโบราณคดีไปอย่างสิ้นเชิง

เทคโนโลยีทำงานอย่างไรใช้ทำอะไรได้
Muon tomographyนับอนุภาคจากอวกาศที่ทะลุผ่านโครงสร้างหาช่องว่างในโครงสร้างหินหนาโดยไม่ทำลาย
LiDARยิงเลเซอร์จากเครื่องบินหรือโดรนแล้ววัดเวลาสะท้อนกลับสร้างแผนที่ภูมิประเทศทะลุเรือนยอดป่า เผยซากเมืองที่ป่าปกคลุม
Ground-penetrating radarส่งคลื่นวิทยุลงดินแล้ววัดการสะท้อนหาโครงสร้างและโพรงใต้ดินระดับตื้น
Electrical resistivity tomographyวัดความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุยืนยันผลที่ได้จากวิธีอื่นด้วยหลักการที่ต่างกัน
การถ่ายภาพดาวเทียมวิเคราะห์ภาพหลายช่วงคลื่นจากอวกาศชี้เป้าแหล่งโบราณคดีที่ยังไม่มีใครขุด
AI และการเรียนรู้ของเครื่องวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลหาแบบแผนช่วยอ่านจารึกที่ชำรุด จับคู่ชิ้นส่วน และคัดกรองภาพสำรวจ

LiDAR เป็นเทคโนโลยีที่สร้างผลสะเทือนมากที่สุดในโบราณคดีเขตร้อน เพราะเลเซอร์บางส่วนลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงไปถึงพื้นดินได้ เมื่อกรองจุดที่สะท้อนจากเรือนยอดออก จะเหลือเป็นแผนที่ผิวดินจริงใต้ป่า ทำให้เห็นซากกำแพง ถนน และฐานอาคารที่ป่าปกคลุมมานับร้อยปี วิธีนี้เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องขนาดของอารยธรรมมายาไปอย่างสิ้นเชิง

ส่วน AI มีบทบาทที่ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ มันไม่ได้ "ค้นพบ" อะไรเอง แต่ช่วยจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มนุษย์ดูไม่ไหว เช่น การคัดกรองภาพสำรวจหลายแสนภาพเพื่อชี้จุดที่น่าสนใจให้นักวิจัยไปดูต่อ

มหาพีระมิดแห่งกิซาของฟาโรห์คูฟู
มหาพีระมิดคูฟู — โครงสร้างอายุกว่า 4,500 ปีที่ยังคงมีช่องว่างซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสร้างไว้ทำไม · ภาพ: Gary Todd · CC0 · via Wikimedia Commons

สิ่งที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้

ส่วนนี้สำคัญเพราะข่าวมักทำให้เข้าใจผิดว่าเทคโนโลยีตอบได้ทุกอย่าง

บอกได้ว่ามีช่องว่าง แต่บอกไม่ได้ว่าข้างในมีอะไร มิวออนวัดความหนาแน่นเท่านั้น ไม่สามารถแยกได้ว่าในโพรงมีอากาศเปล่าๆ หรือมีวัตถุอยู่ ต้องใช้กล้องหรือวิธีอื่นยืนยัน

บอกไม่ได้ว่าสร้างไว้ทำไม คำถามเรื่องเจตนาของผู้สร้างเป็นคำถามทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยบริบท จารึก และการเปรียบเทียบกับโครงสร้างอื่น ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องมือฟิสิกส์ตอบได้

ใช้เวลานานมาก การเก็บข้อมูลมิวออนให้ได้ความละเอียดพอต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี เพราะต้องรอให้อนุภาคจากอวกาศตกลงมาสะสมจนได้จำนวนที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

เรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ควรระวังพาดหัวข่าวประเภท "พบห้องลับเต็มไปด้วยสมบัติ" เพราะสิ่งที่ค้นพบจริงคือช่องว่างที่ยังไม่รู้หน้าที่ ไม่ใช่ห้องสมบัติ

สรุป

เทคโนโลยีเปลี่ยนโบราณคดีจากการขุดมาเป็นการมองทะลุ มิวออนจากอวกาศทำให้เราเห็นภายในมหาพีระมิดโดยไม่ต้องแตะต้องหินแม้แต่ก้อนเดียว และพบทั้งโพรงใหญ่ยาวกว่า 30 เมตร กับทางเดินยาว 9 เมตรที่ไม่มีใครเห็นมา 4,500 ปี

แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือคำถามว่าทำไม เทคโนโลยีบอกเราได้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน แต่การตีความว่าคนเมื่อ 4,500 ปีก่อนคิดอะไรยังต้องอาศัยงานโบราณคดีแบบดั้งเดิม และในหลายกรณีคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ "ยังไม่รู้"

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย

มิวออนอันตรายไหม ทำไมถึงใช้สแกนได้

ไม่อันตราย มิวออนตกลงมาจากบรรยากาศผ่านตัวเราตลอดเวลาอยู่แล้วในระดับที่ร่างกายรับได้ตามธรรมชาติ วิธีนี้จึงเป็นการ รับ อนุภาคที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การ ยิง รังสีใส่โครงสร้างเหมือนเครื่องเอกซเรย์ จึงไม่มีความเสี่ยงทั้งต่อคนและต่อโบราณสถาน

ในโพรงลับมีสมบัติหรือมัมมี่ไหม

ยังไม่มีหลักฐานว่ามี ภาพจากกล้องเอนโดสโคปที่ส่องเข้าไปในทางเดินหน้าเหนือเห็นเพียงทางเดินหินที่มีเพดานโค้ง ไม่พบวัตถุ จารึก หรือร่างใดๆ สมมติฐานที่มีน้ำหนักที่สุดคือเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมสำหรับกระจายน้ำหนัก ส่วนโพรงใหญ่ที่พบในปี 2560 ยังไม่มีการส่องกล้องเข้าไปดู

ทำไมต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการสแกน

เพราะมิวออนตกลงมาจากอวกาศในอัตราที่จำกัดและสุ่ม การจะบอกได้อย่างมั่นใจว่าจุดใดมีช่องว่างต้องนับอนุภาคให้ได้จำนวนมากพอที่จะแยกสัญญาณจริงออกจากความบังเอิญทางสถิติ ยิ่งต้องการความละเอียดสูงยิ่งต้องเก็บข้อมูลนาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผลการวัดปี 2566 ละเอียดกว่าปี 2560 มาก

เทคโนโลยีแบบนี้ใช้กับโบราณสถานในไทยได้ไหม

ได้ในหลักการ โดยเฉพาะเทคนิคอย่าง LiDAR และเรดาร์หยั่งลึกซึ่งเหมาะกับการสำรวจพื้นที่ป่าและใต้ดิน และมีการใช้สำรวจแหล่งโบราณคดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ส่วนมิวออนเหมาะกับโครงสร้างหินที่หนามากเป็นพิเศษอย่างพีระมิด จึงอาจไม่จำเป็นสำหรับปราสาทหินซึ่งมีขนาดและความหนาต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

  • Morishima, K. et al. — Discovery of a big void in Khufu's Pyramid by observation of cosmic-ray muons, Nature (2017)
  • ScanPyramids team — งานตีพิมพ์ใน Nature Communications (มีนาคม 2566) เรื่องการระบุลักษณะทางเดินใกล้ผนังด้านเหนือของพีระมิดคูฟู
  • Scientific Reports — การตรวจสอบทางเดินหน้าเหนือด้วยเทคนิค Electrical Resistivity Tomography
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุแห่งอียิปต์ — การกำกับดูแลการสำรวจโบราณสถาน

อ่านต่อ: ตอนจบ: ปิรามิดในอุษาคเนย์ · ตอนที่ 8: คำสาปตุตันคาเมน · บทความทั้งหมด