← ตอนที่ 8: คำสาปตุตันคาเมน · เทคโนโลยีไขปริศนา
ไม่ต้องเจาะกำแพงแม้แต่รูเดียว — อนุภาคที่ตกลงมาจากอวกาศกำลังทำหน้าที่เหมือนเครื่องเอกซเรย์ให้มหาพีระมิด และมันเจอสิ่งที่ไม่มีใครเห็นมา 4,500 ปี
มิวออนคืออะไร และทำไมมันสแกนหินได้
เรื่องนี้เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือหัวเราตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
อวกาศยิงอนุภาคพลังงานสูงที่เรียกว่า รังสีคอสมิก เข้าใส่โลกตลอด เมื่อมันชนกับชั้นบรรยากาศจะเกิดอนุภาคลูกหลานจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ มิวออน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือทะลุทะลวงวัตถุได้ดีกว่าอนุภาคอื่นมาก มิวออนจึงเดินทางผ่านหินหนาหลายสิบเมตรได้
หลักการของการสแกนคือความจริงง่ายๆ ข้อเดียว คือ มิวออนจะถูกดูดกลืนมากขึ้นเมื่อผ่านวัตถุที่หนาแน่นกว่า
ดังนั้นเมื่อนักวิจัยวางเครื่องตรวจจับไว้ในห้องภายในพีระมิดแล้วนับจำนวนมิวออนที่วิ่งผ่านลงมาในแต่ละทิศทาง จุดไหนที่นับได้ มากผิดปกติ แปลว่ามิวออนจากทิศนั้นผ่านเนื้อหินน้อยกว่าที่ควร ซึ่งหมายความว่ามี ช่องว่างซ่อนอยู่ ในแนวนั้น
เมื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายมุมและหลายตำแหน่งเป็นเวลานานหลายเดือน จะสร้างเป็นภาพสามมิติของความหนาแน่นภายในได้ คล้ายกับหลักการ CT scan ในโรงพยาบาล ต่างกันที่แหล่งอนุภาคคืออวกาศ ไม่ใช่เครื่องกำเนิดรังสี
ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดคือวิธีนี้ ไม่ทำลายอะไรเลย ไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องรื้อ และไม่ต้องใช้แหล่งกำเนิดรังสีที่เป็นอันตราย
สิ่งที่ ScanPyramids พบจริง
โครงการ ScanPyramids เริ่มขึ้นเพื่อสำรวจพีระมิดในอียิปต์ด้วยเทคนิคที่ไม่ทำลายโครงสร้าง และมีการค้นพบสำคัญสองครั้ง
โพรงใหญ่ (Big Void) — ปี 2560
การค้นพบครั้งแรกที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกและตีพิมพ์ในวารสาร Nature คือการพบช่องว่างขนาดใหญ่ภายในมหาพีระมิดคูฟู
ข้อมูลระบุว่าโพรงนี้มีหน้าตัดใกล้เคียงกับ แกรนด์แกลเลอรี ซึ่งเป็นโถงทางเดินขนาดใหญ่ภายในพีระมิด และมีความยาวอย่างน้อย 30 เมตร ตั้งอยู่เหนือแกรนด์แกลเลอรีขึ้นไป
สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบคือมันคืออะไร มีการเสนอสมมติฐานหลายแบบ ตั้งแต่เป็นห้องที่ยังไม่ถูกค้นพบ เป็นช่องว่างที่วิศวกรโบราณตั้งใจสร้างเพื่อลดน้ำหนักกดทับโครงสร้างด้านล่าง ไปจนถึงเป็นทางลาดภายในที่ใช้ระหว่างการก่อสร้างแล้วปิดทิ้งไว้
ทางเดินหน้าเหนือ — ปี 2566
การค้นพบครั้งที่สองมีรายละเอียดชัดเจนกว่ามาก และตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications
การวัดด้วยมิวออนที่ละเอียดขึ้นเผยว่าช่องว่างใกล้ผนังด้านเหนือของพีระมิดเป็น ทางเดินยาวราว 9 เมตร กว้างราว 2 เมตร และสูงราว 2 เมตร
ความละเอียดที่ได้จากการวัดทำให้ทีมสามารถระบุตำแหน่งได้แม่นพอที่จะ สอดกล้องเอนโดสโคปเข้าไปถ่ายภาพภายในได้จริง ผ่านรอยต่อระหว่างหินที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเจาะทำลาย
ภาพที่ได้เผยให้เห็นทางเดินที่มี เพดานทรงโค้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่มีมนุษย์คนไหนได้เห็นมาตั้งแต่พีระมิดถูกสร้างเมื่อกว่า 4,500 ปีก่อน
แต่จุดที่ต้องพูดตรงๆ คือ ยังไม่มีใครรู้ว่าทางเดินนี้มีไว้ทำอะไร ไม่พบสมบัติ ไม่พบมัมมี่ และไม่พบจารึก สมมติฐานที่มีน้ำหนักที่สุดในตอนนี้คือมันเกี่ยวข้องกับการกระจายน้ำหนักเหนือทางเข้าเดิมของพีระมิด
ทำไมยังไม่เปิดเข้าไปดู
คำถามที่คนถามมากที่สุดคือ ในเมื่อรู้แล้วว่ามีโพรงอยู่ ทำไมไม่เจาะเข้าไปเลย
เหตุผลมีหลายชั้นและสมเหตุสมผลทั้งหมด
- ความเสี่ยงต่อโครงสร้าง — มหาพีระมิดยืนอยู่ได้ด้วยการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมาก การเจาะผิดจุดอาจทำให้เกิดรอยร้าวที่ลุกลามและซ่อมกลับไม่ได้
- เป็นมรดกโลก — การดำเนินการใดๆ ต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานอียิปต์และสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์สากล ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพเดิมสูงมาก
- หลักการทางโบราณคดีสมัยใหม่ — แนวคิดปัจจุบันคือควรเก็บพื้นที่ที่ยังไม่ถูกรบกวนไว้ให้เทคโนโลยีในอนาคตซึ่งจะดีกว่าที่เรามีวันนี้ การรีบเปิดด้วยเครื่องมือยุคนี้อาจทำลายหลักฐานที่เครื่องมือรุ่นหน้าอ่านได้
- สภาพอากาศภายใน — การเปิดช่องว่างที่ปิดสนิทมานับพันปีทำให้ความชื้นและอากาศภายนอกเข้าไป ซึ่งอาจทำลายสิ่งที่อยู่ข้างในทันที บทเรียนนี้มาจากกรณีจิตรกรรมในสุสานหลายแห่งที่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นมากหลังถูกเปิด
แนวทางที่ใช้อยู่จึงเป็นการหาวิธีสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปตามรอยต่อที่มีอยู่เดิม แทนการเจาะช่องใหม่
เทคโนโลยีอื่นที่เปลี่ยนวงการโบราณคดี
มิวออนไม่ใช่เครื่องมือเดียว ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่เปลี่ยนวิธีทำงานของนักโบราณคดีไปอย่างสิ้นเชิง
| เทคโนโลยี | ทำงานอย่างไร | ใช้ทำอะไรได้ |
|---|---|---|
| Muon tomography | นับอนุภาคจากอวกาศที่ทะลุผ่านโครงสร้าง | หาช่องว่างในโครงสร้างหินหนาโดยไม่ทำลาย |
| LiDAR | ยิงเลเซอร์จากเครื่องบินหรือโดรนแล้ววัดเวลาสะท้อนกลับ | สร้างแผนที่ภูมิประเทศทะลุเรือนยอดป่า เผยซากเมืองที่ป่าปกคลุม |
| Ground-penetrating radar | ส่งคลื่นวิทยุลงดินแล้ววัดการสะท้อน | หาโครงสร้างและโพรงใต้ดินระดับตื้น |
| Electrical resistivity tomography | วัดความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุ | ยืนยันผลที่ได้จากวิธีอื่นด้วยหลักการที่ต่างกัน |
| การถ่ายภาพดาวเทียม | วิเคราะห์ภาพหลายช่วงคลื่นจากอวกาศ | ชี้เป้าแหล่งโบราณคดีที่ยังไม่มีใครขุด |
| AI และการเรียนรู้ของเครื่อง | วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลหาแบบแผน | ช่วยอ่านจารึกที่ชำรุด จับคู่ชิ้นส่วน และคัดกรองภาพสำรวจ |
LiDAR เป็นเทคโนโลยีที่สร้างผลสะเทือนมากที่สุดในโบราณคดีเขตร้อน เพราะเลเซอร์บางส่วนลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงไปถึงพื้นดินได้ เมื่อกรองจุดที่สะท้อนจากเรือนยอดออก จะเหลือเป็นแผนที่ผิวดินจริงใต้ป่า ทำให้เห็นซากกำแพง ถนน และฐานอาคารที่ป่าปกคลุมมานับร้อยปี วิธีนี้เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องขนาดของอารยธรรมมายาไปอย่างสิ้นเชิง
ส่วน AI มีบทบาทที่ต่างจากที่หลายคนเข้าใจ มันไม่ได้ "ค้นพบ" อะไรเอง แต่ช่วยจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มนุษย์ดูไม่ไหว เช่น การคัดกรองภาพสำรวจหลายแสนภาพเพื่อชี้จุดที่น่าสนใจให้นักวิจัยไปดูต่อ
สิ่งที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้
ส่วนนี้สำคัญเพราะข่าวมักทำให้เข้าใจผิดว่าเทคโนโลยีตอบได้ทุกอย่าง
บอกได้ว่ามีช่องว่าง แต่บอกไม่ได้ว่าข้างในมีอะไร มิวออนวัดความหนาแน่นเท่านั้น ไม่สามารถแยกได้ว่าในโพรงมีอากาศเปล่าๆ หรือมีวัตถุอยู่ ต้องใช้กล้องหรือวิธีอื่นยืนยัน
บอกไม่ได้ว่าสร้างไว้ทำไม คำถามเรื่องเจตนาของผู้สร้างเป็นคำถามทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยบริบท จารึก และการเปรียบเทียบกับโครงสร้างอื่น ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องมือฟิสิกส์ตอบได้
ใช้เวลานานมาก การเก็บข้อมูลมิวออนให้ได้ความละเอียดพอต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี เพราะต้องรอให้อนุภาคจากอวกาศตกลงมาสะสมจนได้จำนวนที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
เรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ควรระวังพาดหัวข่าวประเภท "พบห้องลับเต็มไปด้วยสมบัติ" เพราะสิ่งที่ค้นพบจริงคือช่องว่างที่ยังไม่รู้หน้าที่ ไม่ใช่ห้องสมบัติ
สรุป
เทคโนโลยีเปลี่ยนโบราณคดีจากการขุดมาเป็นการมองทะลุ มิวออนจากอวกาศทำให้เราเห็นภายในมหาพีระมิดโดยไม่ต้องแตะต้องหินแม้แต่ก้อนเดียว และพบทั้งโพรงใหญ่ยาวกว่า 30 เมตร กับทางเดินยาว 9 เมตรที่ไม่มีใครเห็นมา 4,500 ปี
แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือคำถามว่าทำไม เทคโนโลยีบอกเราได้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน แต่การตีความว่าคนเมื่อ 4,500 ปีก่อนคิดอะไรยังต้องอาศัยงานโบราณคดีแบบดั้งเดิม และในหลายกรณีคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ "ยังไม่รู้"
คำถามที่พบบ่อย
มิวออนอันตรายไหม ทำไมถึงใช้สแกนได้
ไม่อันตราย มิวออนตกลงมาจากบรรยากาศผ่านตัวเราตลอดเวลาอยู่แล้วในระดับที่ร่างกายรับได้ตามธรรมชาติ วิธีนี้จึงเป็นการ รับ อนุภาคที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การ ยิง รังสีใส่โครงสร้างเหมือนเครื่องเอกซเรย์ จึงไม่มีความเสี่ยงทั้งต่อคนและต่อโบราณสถาน
ในโพรงลับมีสมบัติหรือมัมมี่ไหม
ยังไม่มีหลักฐานว่ามี ภาพจากกล้องเอนโดสโคปที่ส่องเข้าไปในทางเดินหน้าเหนือเห็นเพียงทางเดินหินที่มีเพดานโค้ง ไม่พบวัตถุ จารึก หรือร่างใดๆ สมมติฐานที่มีน้ำหนักที่สุดคือเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมสำหรับกระจายน้ำหนัก ส่วนโพรงใหญ่ที่พบในปี 2560 ยังไม่มีการส่องกล้องเข้าไปดู
ทำไมต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการสแกน
เพราะมิวออนตกลงมาจากอวกาศในอัตราที่จำกัดและสุ่ม การจะบอกได้อย่างมั่นใจว่าจุดใดมีช่องว่างต้องนับอนุภาคให้ได้จำนวนมากพอที่จะแยกสัญญาณจริงออกจากความบังเอิญทางสถิติ ยิ่งต้องการความละเอียดสูงยิ่งต้องเก็บข้อมูลนาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผลการวัดปี 2566 ละเอียดกว่าปี 2560 มาก
เทคโนโลยีแบบนี้ใช้กับโบราณสถานในไทยได้ไหม
ได้ในหลักการ โดยเฉพาะเทคนิคอย่าง LiDAR และเรดาร์หยั่งลึกซึ่งเหมาะกับการสำรวจพื้นที่ป่าและใต้ดิน และมีการใช้สำรวจแหล่งโบราณคดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ส่วนมิวออนเหมาะกับโครงสร้างหินที่หนามากเป็นพิเศษอย่างพีระมิด จึงอาจไม่จำเป็นสำหรับปราสาทหินซึ่งมีขนาดและความหนาต่างกัน
แหล่งอ้างอิง
- Morishima, K. et al. — Discovery of a big void in Khufu's Pyramid by observation of cosmic-ray muons, Nature (2017)
- ScanPyramids team — งานตีพิมพ์ใน Nature Communications (มีนาคม 2566) เรื่องการระบุลักษณะทางเดินใกล้ผนังด้านเหนือของพีระมิดคูฟู
- Scientific Reports — การตรวจสอบทางเดินหน้าเหนือด้วยเทคนิค Electrical Resistivity Tomography
- กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุแห่งอียิปต์ — การกำกับดูแลการสำรวจโบราณสถาน
อ่านต่อ: ตอนจบ: ปิรามิดในอุษาคเนย์ · ตอนที่ 8: คำสาปตุตันคาเมน · บทความทั้งหมด