“เขียนสามสิ่งที่ขอบคุณทุกคืน แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น” คำแนะนำนี้แชร์กันทั่วโซเชียล มีงานวิจัยรองรับจริง แต่ถ้าอ่านงานวิจัยครบ จะพบว่าผลลัพธ์ละเอียดกว่าและเล็กกว่าที่เล่ากัน และรู้แบบนี้แล้วจะใช้ได้ผลกว่า

สรุป: งานทดลองของเอ็มมอนส์และแมคคัลลอฟ (2546) พบว่ากลุ่มที่จดสิ่งที่รู้สึกขอบคุณมีอารมณ์ด้านบวกสูงขึ้นและช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่จดเรื่องน่ารำคาญ แต่ไม่ได้ดีขึ้นทุกด้าน งานของเซลิกแมนและคณะ (2548) พบว่าการเขียนจดหมายขอบคุณให้ผลแรงทันทีแต่จางหายในไม่กี่เดือน ส่วนการจดสามเรื่องดีประจำวันให้ผลนานกว่าในคนที่ทำต่อเนื่อง และการวิเคราะห์อภิมานปี 2559 พบว่าเมื่อเทียบกับกิจกรรมทางจิตวิทยาอื่น ผลของการฝึกขอบคุณแทบไม่ต่างกัน ข้อสรุปที่ซื่อตรงคือ การขอบคุณช่วยได้จริงในระดับเล็กถึงปานกลาง ได้ผลเมื่อทำอย่างเจาะจงและสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ และไม่ใช่สิ่งทดแทนการรักษาภาวะซึมเศร้า

งานวิจัยต้นแบบ: นับพรหรือนับภาระ

ในปี 2546 นักจิตวิทยา โรเบิร์ต เอ็มมอนส์ และ ไมเคิล แมคคัลลอฟ ตีพิมพ์งานทดลอง 3 ชิ้นที่กลายเป็นงานอ้างอิงหลักของเรื่องนี้

  • ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มเป็นกลุ่ม ให้จดสิ่งที่รู้สึกขอบคุณ จดเรื่องน่ารำคาญ หรือจดเหตุการณ์ทั่วไป
  • มีทั้งแบบจดรายสัปดาห์และรายวัน และมีการศึกษาหนึ่งทำกับผู้ป่วยโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ผลคือกลุ่มที่จดสิ่งที่ขอบคุณมีสุขภาวะดีขึ้นในหลายตัวชี้วัด แต่ไม่ใช่ทุกตัวชี้วัด ผลที่ชัดที่สุดคืออารมณ์ด้านบวก ในกลุ่มที่จดรายวัน ผู้เข้าร่วมยังรายงานว่าได้ช่วยเหลือหรือให้กำลังใจคนอื่นมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ

ภาพขาวดำ ปากกาขนนกวางบนการ์ดที่เขียนด้วยลายมือว่า Thank you
การเขียนคำขอบคุณด้วยลายมือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้ทดลองเรื่องความรู้สึกขอบคุณ · ภาพ: Carol VanHook from Tennessee, USA · CC BY-SA 2.0 · via Wikimedia Commons

จดหมายขอบคุณ vs สามเรื่องดีประจำวัน

ในปี 2548 มาร์ติน เซลิกแมน และคณะ ทดลองกิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวกหลายแบบ สองแบบที่เกี่ยวกับการขอบคุณให้ผลต่างกันอย่างน่าสนใจ

กิจกรรมวิธีทำผลที่พบ
เยี่ยมเพื่อขอบคุณเขียนจดหมายขอบคุณคนที่เคยช่วยเหลือ แล้วนำไปอ่านให้เขาฟังความสุขเพิ่มขึ้นชัดทันที แต่ลดลงเร็ว และหายไปภายในไม่กี่เดือน
สามเรื่องดีประจำวันก่อนนอนจดสามเรื่องที่ดีในวันนั้น พร้อมเหตุผลว่าทำไมเรื่องนั้นเกิดขึ้นในคนที่ทำต่อเนื่องเกินสัปดาห์แรก ความสุขเพิ่มและอาการซึมเศร้าลดลงนานถึง 6 เดือนของการติดตาม

บทเรียนคือ ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรม การทำเรื่องเล็กต่อเนื่องมีแนวโน้มให้ผลนานกว่าการทำเรื่องซึ้งใจครั้งเดียว

Advertisement

ส่วนที่มักไม่ถูกเล่า: ผลเล็กกว่าที่คิด

ในปี 2559 เดวิสและคณะ รวบรวมงานทดลองเรื่องการฝึกขอบคุณหลายชิ้นมาวิเคราะห์รวม (meta-analysis) ในวารสาร Journal of Counseling Psychology ผลที่พบคือ

  • เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทำอะไรเลย การฝึกขอบคุณให้ผลในระดับเล็กถึงปานกลาง
  • เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมทางจิตวิทยาอื่น เช่น การบันทึกความคิด ผลแทบไม่ต่างกันเลย

ผู้วิจัยสรุปว่าหลักฐานว่าการฝึกขอบคุณเพียงอย่างเดียวช่วยสุขภาวะได้มากกว่ากิจกรรมอื่นยังอ่อน สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าการขอบคุณไม่มีประโยชน์ แต่แปลว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ดี ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ

ฝึกขอบคุณอย่างไรให้ได้ผลจริง

  1. เจาะจงแทนกว้าง ๆ — “ขอบคุณที่แม่ทำกับข้าวเผื่อไว้ตอนกลับดึก” ได้ผลกว่า “ขอบคุณครอบครัว”
  2. ใส่เหตุผล — ถามว่าทำไมเรื่องดีนั้นเกิดขึ้น ช่วยให้เห็นคนและปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง
  3. ไม่ต้องทำทุกวันจนเป็นภาระ — ถ้าเริ่มรู้สึกเป็นการบ้าน ลองลดเหลือสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง
  4. พูดออกไปบ้าง — การขอบคุณคนตรงหน้าด้วยคำพูดที่เจาะจง เพิ่มคุณภาพความสัมพันธ์ด้วย
  5. เปลี่ยนเรื่องไม่ให้ซ้ำ — ถ้าจดสิ่งเดิมทุกวัน สมองจะชินจนไม่รู้สึกอะไร

ขอบคุณในมุมพุทธศาสนา

ในมงคลสูตร ความกตัญญู เป็นหนึ่งในมงคลชีวิต 38 ประการ และพระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลที่หาได้ยากในโลกมีสองประเภท คือผู้ที่ทำอุปการะก่อน และผู้ที่รู้คุณและตอบแทนคุณ

ความต่างที่น่าสนใจคือ พุทธศาสนาไม่ได้มองการรู้คุณเป็นเทคนิคเพิ่มความสุขส่วนตัว แต่มองเป็นคุณธรรมที่ผูกคนเข้าหากัน ซึ่งตรงกับผลงานวิจัยที่พบว่าคนที่ฝึกขอบคุณมักช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น

ข้อควรระวัง: การขอบคุณไม่ได้แปลว่าต้องมองข้ามปัญหา หรือบังคับตัวเองให้รู้สึกดีกับสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เช่น ความสัมพันธ์ที่ถูกทำร้าย และถ้ามีอาการซึมเศร้าต่อเนื่องหลายสัปดาห์ การฝึกขอบคุณไม่ใช่สิ่งทดแทนการพบผู้เชี่ยวชาญ ขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323

คำถามที่พบบ่อย

ต้องจดลงสมุด หรือคิดในใจก็ได้?
งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้การเขียน เพราะช่วยให้คิดอย่างเจาะจงและทบทวนได้ แต่ถ้าเขียนไม่สะดวก พิมพ์ในโทรศัพท์หรือพูดกับคนในครอบครัวก่อนนอนก็ใช้หลักการเดียวกัน

ทำไปแล้วไม่รู้สึกอะไร ผิดไหม?
ไม่ผิด ผลของกิจกรรมนี้ต่างกันในแต่ละคน ถ้าลองอย่างสม่ำเสมอหลายสัปดาห์แล้วไม่ช่วย ลองวิธีอื่น เช่น การออกกำลังกาย การใช้เวลากับคนที่ไว้ใจ หรือการทำสมาธิ

สอนเด็กให้ขอบคุณได้ผลไหม?
มีงานวิจัยในวัยรุ่นตอนต้นที่พบผลบวกคล้ายกับผู้ใหญ่ วิธีที่ได้ผลคือทำเป็นตัวอย่าง และชวนพูดถึงเรื่องดีระหว่างมื้ออาหาร มากกว่าการบังคับให้เขียน

Advertisement

อ่านต่อ

แหล่งอ้างอิง

  • Emmons, R. A., & McCullough, M. E. (2003). Counting blessings versus burdens. Journal of Personality and Social Psychology, 84, 377–389
  • Seligman, M. E. P., Steen, T. A., Park, N., & Peterson, C. (2005). Positive psychology progress: Empirical validation of interventions. American Psychologist
  • Davis, D. E. et al. (2016). Thankful for the little things: A meta-analysis of gratitude interventions. Journal of Counseling Psychology
  • Froh, J. J. et al. (2008). Counting blessings in early adolescents. Journal of School Psychology