ซีรีส์ ปรากฏการณ์โลกรวน · ตอนที่ 2 จาก 10
← ตอนที่ 1: โลกรวนกระทบตรงไหนหนักสุด · กลไกการเกิด · สิ่งที่เคยเกิดในอดีต · สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ

เอลนีโญกับลานีญาเป็นสองชื่อที่คนไทยได้ยินทุกปี แต่ส่วนใหญ่จำได้แค่ว่า “อันหนึ่งแล้ง อีกอันท่วม” ซึ่งถูกครึ่งเดียวและใช้ตัดสินใจอะไรไม่ได้จริง

ตอนนี้จะอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เคยเกิดแรง ๆ เมื่อไรบ้างในประวัติศาสตร์ และสิ่งที่ความรู้ชุดนี้บอกเราเกี่ยวกับอนาคต

ทั้งหมดเริ่มจากลมค้าในแปซิฟิก

ในปีปกติ ลมค้าพัดจากทวีปอเมริกาใต้ไปทางเอเชีย ลมนี้ลากผิวน้ำอุ่นไปกองไว้ทางฝั่งตะวันตกของแปซิฟิก คือแถบอินโดนีเซียและทะเลจีนใต้ พอผิวน้ำอุ่นถูกลากออกไป น้ำเย็นจากใต้ทะเลจึงลอยขึ้นมาแทนที่ชายฝั่งเปรู ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทะเลแถบนั้นมีปลาชุกชุมมาแต่ไหนแต่ไร

ความอุ่นที่กองอยู่ฝั่งตะวันตกทำให้อากาศลอยตัวและเกิดฝนเป็นประจำ ส่วนฝั่งตะวันออกแห้ง รูปแบบนี้คือ “ค่าตั้งต้น” ของแปซิฟิก

สภาวะปกติลมค้าพัดจากตะวันออกไปตะวันตก น้ำอุ่นกองอยู่ฝั่งเอเชียเอเชีย/ออสเตรเลียอเมริกาใต้แนวแบ่งน้ำอุ่น–น้ำเย็นลมค้าน้ำเย็นลอยขึ้นเอลนีโญลมค้าอ่อนลง น้ำอุ่นไหลกลับไปทางอเมริกาใต้ ฝั่งเอเชียแห้งเอเชีย/ออสเตรเลียอเมริกาใต้แนวแบ่งน้ำอุ่น–น้ำเย็นลมค้าลานีญาลมค้าแรงกว่าปกติ น้ำอุ่นกองแน่นฝั่งเอเชีย ฝนหนักขึ้นเอเชีย/ออสเตรเลียอเมริกาใต้แนวแบ่งน้ำอุ่น–น้ำเย็นลมค้าน้ำเย็นลอยขึ้น
สามสถานะของแปซิฟิก — สังเกตว่าตำแหน่งน้ำอุ่น ทิศลมค้า และจุดที่ฝนตก เลื่อนไปพร้อมกันทั้งชุด (จอเล็กเลื่อนซ้ายขวาได้) แผนภาพ: The World Ready

เอลนีโญ เกิดเมื่อลมค้าอ่อนลงหรือกลับทิศ มวลน้ำอุ่นที่เคยถูกกดไว้ทางตะวันตกจึงไหลกลับมาทางตะวันออก น้ำเย็นใต้ทะเลลอยขึ้นไม่ได้ ศูนย์กลางฝนเลื่อนตามน้ำอุ่นไปกลางมหาสมุทร ผลคือฝั่งเอเชียแห้งลง ส่วนชายฝั่งอเมริกาใต้กลับมีฝนผิดฤดู

ลานีญา คือด้านตรงข้าม ลมค้าแรงกว่าปกติ กดน้ำอุ่นไปกองทางตะวันตกมากขึ้น น้ำเย็นลอยขึ้นแรงขึ้น ฝนจึงหนักขึ้นทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย

ทั้งคู่ไม่ใช่ “พายุ” หรือ “ภัย” ในตัวเอง แต่เป็นการสลับสถานะของระบบมหาสมุทรกับบรรยากาศ ที่กินเวลาหลายเดือนถึงข้ามปี และเปลี่ยนความน่าจะเป็นของสภาพอากาศทั่วโลกไปพร้อมกัน

วัดกันอย่างไรถึงเรียกว่าเกิดแล้ว

หน่วยงานภูมิอากาศไม่ได้ใช้ความรู้สึก แต่ใช้ดัชนีที่ตกลงกันไว้ คือค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล ในพื้นที่อ้างอิงกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เฉลี่ยแบบเคลื่อนที่หลายเดือน (NOAA เรียกดัชนีนี้ว่า ONI)

ถ้าค่าอุ่นกว่าปกติเกินเกณฑ์ต่อเนื่องหลายช่วง จะถูกประกาศว่าเข้าสู่เอลนีโญ ถ้าเย็นกว่าปกติเกินเกณฑ์ก็คือลานีญา และถ้าอยู่ตรงกลางเรียกว่าสภาวะปกติ นี่คือเหตุผลที่ประกาศมักตามหลังความรู้สึกของคนอยู่หลายสัปดาห์

แผนที่ความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกเดือนพฤศจิกายน 2558
ความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลช่วงเอลนีโญกำลังแรงปี 2558 — แถบสีอุ่นพาดยาวกลางแปซิฟิกคือลายเซ็นของปรากฏการณ์นี้ ภาพ: NOAA · Public domain · via Wikimedia Commons
Advertisement

ย้อนประวัติศาสตร์ — ครั้งที่แรงจนเปลี่ยนโลก

ชื่อ “เอลนีโญ” มาจากชาวประมงเปรู ที่สังเกตมาหลายร้อยปีว่าบางปีน้ำทะเลอุ่นผิดปกติราวช่วงคริสต์มาส จนปลาหายไป จึงเรียกกันว่าเด็กน้อย หมายถึงพระกุมาร นี่คือหลักฐานว่าปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่ของใหม่และไม่ได้เกิดจากโลกร้อน — มันมีมาก่อนยุคอุตสาหกรรมนาน

ครั้งที่ถูกบันทึกว่ารุนแรงและส่งผลกว้างที่สุดในยุคที่มีการวัดสมัยใหม่ ได้แก่

  • ปี 2420–2421 (ค.ศ. 1877–78) — เอลนีโญกำลังแรงที่เกิดพร้อมภัยแล้งและทุพภิกขภัยหลายทวีป เป็นกรณีที่นักประวัติศาสตร์ใช้อธิบายว่าความผิดปกติของภูมิอากาศเชื่อมกับวิกฤตอาหารระดับโลกได้อย่างไร
  • ปี 2525–2526 (ค.ศ. 1982–83) — เหตุการณ์ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ตื่นตัว เพราะตอนนั้นระบบตรวจวัดยังตามไม่ทัน กว่าจะรู้ว่าเกิดก็สายไปแล้ว หลังจากนั้นจึงมีการวางทุ่นตรวจวัดกลางแปซิฟิกอย่างจริงจัง
  • ปี 2540–2541 (ค.ศ. 1997–98) — ครั้งที่คนทั้งโลกรู้จักคำว่าเอลนีโญพร้อมกัน เกิดไฟป่าเป็นวงกว้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนหมอกควันข้ามพรมแดน และเป็นปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกทำสถิติในเวลานั้น
  • ปี 2558–2559 (ค.ศ. 2015–16) — เอลนีโญกำลังแรงที่มาซ้อนกับแนวโน้มโลกร้อนที่สูงอยู่แล้ว ปีนั้นเกิดปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้างทั่วโลก และหลายพื้นที่ในเอเชียเจอภัยแล้งต่อเนื่อง

ฝั่งลานีญาที่คนไทยควรจำคือช่วง ปี 2553–2554 ซึ่งเป็นลานีญากำลังแรง และเป็นช่วงเดียวกับที่ไทยเจอน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 — ไม่ได้แปลว่าลานีญาเป็นสาเหตุเดียว เพราะน้ำท่วมครั้งนั้นมีทั้งพายุที่เข้าติดกัน การบริหารน้ำในเขื่อน และการใช้ที่ดินร่วมด้วย แต่มันทำให้ “ปีที่ฝนมากผิดปกติ” มีโอกาสเกิดสูงขึ้นชัดเจน

ถนนในจังหวัดนนทบุรีจมน้ำเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554
น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เกิดในช่วงที่ลานีญากำลังแรง — เป็นตัวอย่างว่าเฟสเย็นของ ENSO มีความหมายกับไทยไม่น้อยกว่าเฟสร้อน ภาพ: ลิดกับเป้ · CC BY-SA 3.0 · via Wikimedia Commons

ไทยเจออะไรในแต่ละเฟส

  • ช่วงเอลนีโญ — ฝนมักมาช้าและรวมทั้งฤดูน้อยลง อุณหภูมิสูงกว่าปกติ น้ำในเขื่อนลดเร็ว กระทบการปลูกข้าวนาปรังและราคาสินค้าเกษตร ฤดูแล้งยาวขึ้นทำให้ฝุ่นควันสะสมนานขึ้นด้วย
  • ช่วงลานีญา — ฝนมักมากกว่าปกติและกระจุกหนัก เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ฤดูหนาวมักเย็นกว่าค่าเฉลี่ย

คำว่า “มัก” สำคัญมาก เพราะ ENSO เปลี่ยนความน่าจะเป็น ไม่ได้สั่งฟ้าฝนโดยตรง ปีเอลนีโญที่มีน้ำท่วมหนักในบางจังหวัดก็เคยเกิด และไม่ได้แปลว่าคำอธิบายผิด

แผนที่แสดงอิทธิพลของเอลนีโญต่อฤดูพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก
เอลนีโญไม่ได้เปลี่ยนแค่ฝนในเอเชีย แต่เปลี่ยนกิจกรรมพายุคนละทางในสองมหาสมุทรพร้อมกัน ภาพ: NOAA · Public domain · via Wikimedia Commons

อนาคต — สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัวปรากฏการณ์ แต่เป็นฐานที่มันยืนอยู่

ประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดคือคำถามว่า “โลกร้อนทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นไหม” คำตอบตรงไปตรงมาคือเรื่องความถี่ยังเป็นหัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์ถกกันอยู่ ยังไม่มีข้อสรุปเดียว

แต่สิ่งที่ชัดกว่ามากคือ ผลลัพธ์ของมันหนักขึ้น เพราะเอลนีโญครั้งใหม่มาซ้อนบนอุณหภูมิฐานที่สูงกว่าเดิม ปีเอลนีโญที่อากาศร้อนกว่าปกติในโลกที่อุ่นขึ้นแล้ว จึงร้อนกว่าปีเอลนีโญเมื่อสี่สิบปีก่อนที่ความแรงเท่ากัน เช่นเดียวกับลานีญาที่ฝนหนักขึ้นได้ เพราะอากาศอุ่นอุ้มไอน้ำได้มากกว่า

สำหรับการวางแผนของครัวเรือนและเกษตรกร นี่แปลว่า ปีแล้งจะแล้งกว่าที่จำได้ และปีฝนมากจะมากกว่าที่จำได้ ค่าเฉลี่ยในความทรงจำเริ่มใช้ตั้งรับไม่ได้

เตรียมตัวอย่างไรให้ใช้ได้จริง

  • ดูประกาศเป็นฤดู ไม่ใช่รายวัน — ENSO มีประโยชน์ตอนวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน เช่นเลือกช่วงเพาะปลูกหรือวางแผนใช้น้ำ
  • ปีที่คาดว่าจะแล้ง — สำรองน้ำใช้ ตรวจระบบสูบและบ่อ ปรับแผนปลูกพืชใช้น้ำน้อย และเตรียมรับมือฝุ่นควันที่จะยาวขึ้น
  • ปีที่คาดว่าฝนมาก — ตรวจทางระบายน้ำรอบบ้านก่อนเข้าฤดู ยกของสำคัญให้พ้นระดับน้ำเคยท่วมสูงสุด และวางแผนเส้นทางสำรอง
  • อย่าใช้คำประกาศ ENSO แทนคำเตือนภัย — เวลาน้ำมาจริง สิ่งที่ต้องฟังคือประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและ ปภ.
Advertisement

คำถามที่พบบ่อย

เอลนีโญแปลว่าไทยจะแล้งแน่นอนไหม

ไม่แน่นอน มันเพิ่มความน่าจะเป็นที่ฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่ยังมีปัจจัยอื่นซ้อนอยู่ ทั้งพายุที่เข้าในปีนั้นและรูปแบบมรสุม การอ่านที่ถูกคือถือว่าเป็นการเตือนให้เตรียมตัว ไม่ใช่คำพยากรณ์ที่แน่นอน

ลานีญากับเอลนีโญสลับกันทุกกี่ปี

ไม่มีรอบตายตัว โดยทั่วไปวนกลับมาในช่วงประมาณสองถึงเจ็ดปี แต่ละครั้งกินเวลาไม่เท่ากัน บางครั้งลานีญาต่อเนื่องข้ามปีหลายรอบติดกันก็เคยเกิด

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากมนุษย์หรือเปล่า

ตัวปรากฏการณ์เป็นธรรมชาติและมีมานานก่อนยุคอุตสาหกรรม สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนคืออุณหภูมิพื้นฐานของโลก ซึ่งทำให้ผลกระทบของแต่ละครั้งรุนแรงกว่าเดิม

อยากรู้สถานการณ์ของปีนี้ดูที่ไหน

บทความนี้อธิบายกลไกที่ใช้ได้ทุกปี ส่วนสถานการณ์รายปีเปลี่ยนตลอด ให้ดูประกาศล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยา หรืออ่านสรุปที่เราทำไว้ใน บทวิเคราะห์เอลนีโญ 2569–2570

ตอนต่อไป: Rain bomb ฝนระเบิด คืออะไร — ทำไมฝนชั่วโมงเดียวถึงท่วมทั้งเมือง

แหล่งอ้างอิง

  • NOAA Climate Prediction Center — นิยามและการจัดระดับเอลนีโญ–ลานีญาด้วยดัชนี ONI
  • IPCC Sixth Assessment Report (AR6) — แนวโน้มฝนสุดขั้วและคลื่นความร้อนในอนาคต
  • กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย — ข้อมูลและคำเตือนสำหรับประเทศไทย

บทความนี้อธิบายกลไกและรูปแบบที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่การพยากรณ์อากาศรายวัน — ก่อนตัดสินใจเรื่องความปลอดภัย ให้ยึดประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและ ปภ. เป็นหลัก