💧 ซีรีส์ น้ำ · ตอนที่ 1 จาก 5 — น้ำมาจากไหน
1 น้ำมาจากไหน · 2 เราใช้ทำอะไร · 3 เราทำลายอะไร · 4 ผลที่ได้รับ · 5 ต้องแก้อะไร

น้ำในแก้วที่คุณกำลังจะดื่มเก่ากว่าดวงอาทิตย์

ไม่ใช่สำนวน แต่เป็นสิ่งที่หลักฐานทางเคมีบอก โมเลกุลน้ำจำนวนมากบนโลกก่อตัวขึ้นในกลุ่มเมฆก๊าซและฝุ่นระหว่างดวงดาว ก่อนที่ระบบสุริยะจะรวมตัวกันเสียอีก แล้วถูกขนมาส่งที่โลกทีหลัง

ซีรีส์นี้จะเล่าเรื่องน้ำแบบเดียวกับที่ซีรีส์อากาศเล่า — ตั้งแต่วันที่มันมาถึง จนถึงสิ่งที่เราต้องแก้

โลกยุคแรกร้อนเกินกว่าจะมีน้ำ

ตอนที่โลกเพิ่งก่อตัวเมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน พื้นผิวเป็นหินหลอมเหลว อุณหภูมิสูงเกินกว่าน้ำจะคงอยู่เป็นของเหลวได้ และบริเวณที่โลกก่อตัวก็อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินกว่าที่น้ำแข็งจะรอด

คำถามจึงไม่ใช่ "น้ำอยู่ที่ไหนตั้งแต่แรก" แต่คือ "น้ำเดินทางมาถึงโลกได้อย่างไร"

สองเส้นทางที่น้ำมาถึง

เส้นทางที่หนึ่ง — พ่นออกมาจากภายในโลกเอง

น้ำบางส่วนติดมากับหินที่ประกอบขึ้นเป็นโลกตั้งแต่ต้น ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของแร่ เมื่อภูเขาไฟปะทุ ไอน้ำจึงถูกปล่อยออกมาพร้อมก๊าซอื่น ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่สร้างชั้นบรรยากาศยุคที่สอง

เส้นทางที่สอง — ถูกขนมาส่งจากนอกโลก

ช่วงที่ระบบสุริยะยังวุ่นวาย มีวัตถุจำนวนมหาศาลพุ่งชนโลก บางส่วนเป็นดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนที่มีน้ำแทรกอยู่ในเนื้อหิน

Advertisement

หลักฐานที่ชี้ว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย ไม่ใช่ดาวหาง

นานมาแล้วคนเชื่อว่าดาวหางคือผู้ส่งน้ำ เพราะดาวหางเต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่หลักฐานกลับชี้ไปอีกทาง

วิธีตรวจคือดูอัตราส่วนดิวทีเรียมต่อไฮโดรเจน ไฮโดรเจนมีสองแบบ แบบธรรมดาและแบบหนักที่เรียกว่าดิวทีเรียม น้ำจากแหล่งต่างกันมีสัดส่วนสองแบบนี้ต่างกัน และสัดส่วนนี้แทบไม่เปลี่ยนตามเวลา จึงใช้เป็นลายนิ้วมือได้

ผลคือ

  • น้ำในมหาสมุทรโลกมีอัตราส่วนนี้ใกล้เคียงมากกับอุกกาบาตชนิดคาร์บอน
  • ส่วนดาวหางที่วัดได้ส่วนใหญ่มีดิวทีเรียมสูงกว่าน้ำทะเลราวสองเท่า
  • ตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ที่ภารกิจอะพอลโลนำกลับมา ก็ให้อัตราส่วนที่ตรงกับอุกกาบาตชนิดคาร์บอนเช่นกัน

ข้อสรุปที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบันคือ ดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนเป็นแหล่งน้ำหลัก ส่วนดาวหางอาจมีส่วนบ้างแต่ไม่ใช่ตัวหลัก

งานวิจัยช่วงหลังยังพบว่าในอุกกาบาตชนิดเดียวกันมีน้ำจากสองแหล่งปนกัน คือแหล่งที่ดิวทีเรียมต่ำจากวงในของระบบสุริยะ กับแหล่งที่ดิวทีเรียมสูงซึ่งเดินทางเข้ามาจากวงนอก เรื่องนี้จึงยังไม่ได้ปิดสนิท และรายละเอียดยังเป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษากันอยู่

ฝนที่ตกยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

เมื่อโลกเย็นลงพอ ไอน้ำในบรรยากาศเริ่มกลั่นตัว แล้วตกลงมาเป็นฝน

ฝนครั้งนั้นไม่ได้ตกไม่กี่วัน แต่ตกต่อเนื่องยาวนานมาก จนน้ำสะสมในแอ่งต่ำกลายเป็นมหาสมุทร หลักฐานจากผลึกแร่เก่าแก่บ่งชี้ว่าโลกมีน้ำเป็นของเหลวบนพื้นผิวตั้งแต่ราว 4,400 ล้านปีก่อน ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคิดกันไว้มาก

พื้นอ่างเก็บน้ำที่แห้งแตกระแหงเป็นแผ่น ๆ ทอดยาวไปจนถึงผืนน้ำสีเขียวที่เหลืออยู่ไกลออกไป
น้ำบนโลกไม่เคยหายไปไหน แต่มันย้ายที่ได้ — ภาพอ่างเก็บน้ำที่ระดับลดลงจนเห็นพื้นแตกระแหง เป็นภาพที่เตือนว่า "มีน้ำบนโลกเท่าเดิม" กับ "มีน้ำให้ใช้ตรงนี้ตอนนี้" เป็นคนละเรื่องกัน · ภาพ: Basotxerri · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

น้ำบนโลกมีเท่าไร และอยู่ที่ไหนบ้าง

ตรงนี้คือตัวเลขที่เปลี่ยนความเข้าใจของคนส่วนใหญ่

อยู่ที่ไหนสัดส่วน
น้ำเค็มในมหาสมุทรราว 97.5%
น้ำจืดทั้งหมดราว 2.5%
— ในน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งราว 2 ใน 3 ของน้ำจืด
— น้ำใต้ดินเกือบ 1 ใน 3 ของน้ำจืด
— แม่น้ำ ทะเลสาบ ความชื้นในดิน และในบรรยากาศน้อยกว่า 1% ของน้ำจืด

อ่านตารางนี้ให้ดี — น้ำที่มนุษย์เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือแม่น้ำและทะเลสาบ ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของเศษเสี้ยว

เมื่อคิดเป็นภาพ ถ้าเอาน้ำทั้งโลกใส่ถังหนึ่งใบ น้ำจืดที่ใช้ได้จริงจะเหลือไม่ถึงหนึ่งช้อนชา

น้ำไม่เคยหายไปไหน — แต่มันย้ายที่

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าน้ำ "หมด" ได้

ความจริงคือปริมาณน้ำบนโลกแทบคงที่ น้ำที่เราใช้ไม่ได้หายไป มันระเหย ตกเป็นฝน ไหลลงทะเล แล้ววนกลับมา วัฏจักรนี้ทำงานมาหลายพันล้านปี

โมเลกุลน้ำที่คุณดื่มวันนี้จึงเคยผ่านทุกอย่าง — เคยเป็นน้ำแข็ง เคยอยู่ในเมฆ เคยอยู่ในตัวไดโนเสาร์ และเคยผ่านร่างกายคนอื่นมาแล้วนับไม่ถ้วน

แต่ถ้าน้ำไม่มีวันหมด ทำไมถึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำ คำตอบมีสามข้อ

  • ผิดที่ — น้ำอาจมีมากในที่ที่ไม่มีคน และน้อยในที่ที่คนอยู่หนาแน่น
  • ผิดเวลา — ฝนตกหนักสามเดือนแล้วแล้งเก้าเดือน รวมทั้งปีอาจพอ แต่ใช้ไม่ได้ถ้าเก็บไม่ทัน
  • ผิดคุณภาพ — น้ำที่ปนเปื้อนจนใช้ไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มี

สามข้อนี้คือแกนของทั้งซีรีส์ ปัญหาน้ำเกือบทุกเรื่องที่จะเล่าในตอนต่อ ๆ ไป ย้อนกลับมาที่สามข้อนี้ได้หมด

Advertisement

ทำไมโลกถึงเก็บน้ำไว้ได้ ขณะที่ดาวอื่นเสียไป

ดาวอังคารเคยมีน้ำเป็นของเหลวบนพื้นผิว หลักฐานคือร่องน้ำและแร่ที่ต้องเกิดในน้ำเท่านั้น แต่วันนี้แทบไม่เหลือ

เหตุผลที่โลกต่างออกไปมีอย่างน้อยสามข้อ

  • แรงโน้มถ่วงมากพอ จะดึงไอน้ำไว้ไม่ให้หลุดสู่อวกาศ
  • สนามแม่เหล็ก ช่วยเบี่ยงลมสุริยะที่คอยกัดกร่อนบรรยากาศ ดาวอังคารสูญเสียสนามแม่เหล็กไปตั้งแต่ยุคแรก
  • ระยะห่างจากดวงอาทิตย์พอดี ไม่ร้อนจนน้ำระเหยหมด และไม่หนาวจนแข็งหมด

สามข้อนี้เป็นเหตุผลที่น้ำบนโลกเป็นของหายากในระดับที่คนไม่ค่อยตระหนัก — มันไม่ใช่สิ่งที่ดาวเคราะห์ทั่วไปจะมี

สรุป

น้ำบนโลกมาจากสองทาง คือพ่นออกมาจากภายในโลกผ่านภูเขาไฟ และถูกดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนขนมาส่ง ซึ่งยืนยันได้จากอัตราส่วนดิวทีเรียมในน้ำทะเลที่ตรงกับอุกกาบาตกลุ่มนั้น ขณะที่ดาวหางมีค่าสูงกว่าราวสองเท่า

น้ำบนโลกมีน้ำเค็มราว 97.5% และน้ำจืดเพียง 2.5% ซึ่งส่วนใหญ่ติดอยู่ในน้ำแข็งและใต้ดิน เหลือเป็นแม่น้ำและทะเลสาบไม่ถึง 1% ของน้ำจืด

ประโยคที่ควรจำจากตอนนี้คือ น้ำไม่มีวันหมดไปจากโลก แต่มันขาดแคลนได้เสมอ เพราะปัญหาอยู่ที่ผิดที่ ผิดเวลา และผิดคุณภาพ

ตอนหน้าจะเล่าว่า — แล้วมนุษย์เอาน้ำไปใช้ทำอะไรบ้าง และคำตอบที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การดื่ม