1 น้ำมาจากไหน · 2 เราใช้ทำอะไร · 3 เราทำลายอะไร · 4 ผลที่ได้รับ · 5 ต้องแก้อะไร
น้ำในแก้วที่คุณกำลังจะดื่มเก่ากว่าดวงอาทิตย์
ไม่ใช่สำนวน แต่เป็นสิ่งที่หลักฐานทางเคมีบอก โมเลกุลน้ำจำนวนมากบนโลกก่อตัวขึ้นในกลุ่มเมฆก๊าซและฝุ่นระหว่างดวงดาว ก่อนที่ระบบสุริยะจะรวมตัวกันเสียอีก แล้วถูกขนมาส่งที่โลกทีหลัง
ซีรีส์นี้จะเล่าเรื่องน้ำแบบเดียวกับที่ซีรีส์อากาศเล่า — ตั้งแต่วันที่มันมาถึง จนถึงสิ่งที่เราต้องแก้
โลกยุคแรกร้อนเกินกว่าจะมีน้ำ
ตอนที่โลกเพิ่งก่อตัวเมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน พื้นผิวเป็นหินหลอมเหลว อุณหภูมิสูงเกินกว่าน้ำจะคงอยู่เป็นของเหลวได้ และบริเวณที่โลกก่อตัวก็อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินกว่าที่น้ำแข็งจะรอด
คำถามจึงไม่ใช่ "น้ำอยู่ที่ไหนตั้งแต่แรก" แต่คือ "น้ำเดินทางมาถึงโลกได้อย่างไร"
สองเส้นทางที่น้ำมาถึง
เส้นทางที่หนึ่ง — พ่นออกมาจากภายในโลกเอง
น้ำบางส่วนติดมากับหินที่ประกอบขึ้นเป็นโลกตั้งแต่ต้น ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของแร่ เมื่อภูเขาไฟปะทุ ไอน้ำจึงถูกปล่อยออกมาพร้อมก๊าซอื่น ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่สร้างชั้นบรรยากาศยุคที่สอง
เส้นทางที่สอง — ถูกขนมาส่งจากนอกโลก
ช่วงที่ระบบสุริยะยังวุ่นวาย มีวัตถุจำนวนมหาศาลพุ่งชนโลก บางส่วนเป็นดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนที่มีน้ำแทรกอยู่ในเนื้อหิน
หลักฐานที่ชี้ว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย ไม่ใช่ดาวหาง
นานมาแล้วคนเชื่อว่าดาวหางคือผู้ส่งน้ำ เพราะดาวหางเต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่หลักฐานกลับชี้ไปอีกทาง
วิธีตรวจคือดูอัตราส่วนดิวทีเรียมต่อไฮโดรเจน ไฮโดรเจนมีสองแบบ แบบธรรมดาและแบบหนักที่เรียกว่าดิวทีเรียม น้ำจากแหล่งต่างกันมีสัดส่วนสองแบบนี้ต่างกัน และสัดส่วนนี้แทบไม่เปลี่ยนตามเวลา จึงใช้เป็นลายนิ้วมือได้
ผลคือ
- น้ำในมหาสมุทรโลกมีอัตราส่วนนี้ใกล้เคียงมากกับอุกกาบาตชนิดคาร์บอน
- ส่วนดาวหางที่วัดได้ส่วนใหญ่มีดิวทีเรียมสูงกว่าน้ำทะเลราวสองเท่า
- ตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ที่ภารกิจอะพอลโลนำกลับมา ก็ให้อัตราส่วนที่ตรงกับอุกกาบาตชนิดคาร์บอนเช่นกัน
ข้อสรุปที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบันคือ ดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนเป็นแหล่งน้ำหลัก ส่วนดาวหางอาจมีส่วนบ้างแต่ไม่ใช่ตัวหลัก
งานวิจัยช่วงหลังยังพบว่าในอุกกาบาตชนิดเดียวกันมีน้ำจากสองแหล่งปนกัน คือแหล่งที่ดิวทีเรียมต่ำจากวงในของระบบสุริยะ กับแหล่งที่ดิวทีเรียมสูงซึ่งเดินทางเข้ามาจากวงนอก เรื่องนี้จึงยังไม่ได้ปิดสนิท และรายละเอียดยังเป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษากันอยู่
ฝนที่ตกยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
เมื่อโลกเย็นลงพอ ไอน้ำในบรรยากาศเริ่มกลั่นตัว แล้วตกลงมาเป็นฝน
ฝนครั้งนั้นไม่ได้ตกไม่กี่วัน แต่ตกต่อเนื่องยาวนานมาก จนน้ำสะสมในแอ่งต่ำกลายเป็นมหาสมุทร หลักฐานจากผลึกแร่เก่าแก่บ่งชี้ว่าโลกมีน้ำเป็นของเหลวบนพื้นผิวตั้งแต่ราว 4,400 ล้านปีก่อน ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคิดกันไว้มาก
น้ำบนโลกมีเท่าไร และอยู่ที่ไหนบ้าง
ตรงนี้คือตัวเลขที่เปลี่ยนความเข้าใจของคนส่วนใหญ่
| อยู่ที่ไหน | สัดส่วน |
|---|---|
| น้ำเค็มในมหาสมุทร | ราว 97.5% |
| น้ำจืดทั้งหมด | ราว 2.5% |
| — ในน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็ง | ราว 2 ใน 3 ของน้ำจืด |
| — น้ำใต้ดิน | เกือบ 1 ใน 3 ของน้ำจืด |
| — แม่น้ำ ทะเลสาบ ความชื้นในดิน และในบรรยากาศ | น้อยกว่า 1% ของน้ำจืด |
อ่านตารางนี้ให้ดี — น้ำที่มนุษย์เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือแม่น้ำและทะเลสาบ ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของเศษเสี้ยว
เมื่อคิดเป็นภาพ ถ้าเอาน้ำทั้งโลกใส่ถังหนึ่งใบ น้ำจืดที่ใช้ได้จริงจะเหลือไม่ถึงหนึ่งช้อนชา
น้ำไม่เคยหายไปไหน — แต่มันย้ายที่
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าน้ำ "หมด" ได้
ความจริงคือปริมาณน้ำบนโลกแทบคงที่ น้ำที่เราใช้ไม่ได้หายไป มันระเหย ตกเป็นฝน ไหลลงทะเล แล้ววนกลับมา วัฏจักรนี้ทำงานมาหลายพันล้านปี
โมเลกุลน้ำที่คุณดื่มวันนี้จึงเคยผ่านทุกอย่าง — เคยเป็นน้ำแข็ง เคยอยู่ในเมฆ เคยอยู่ในตัวไดโนเสาร์ และเคยผ่านร่างกายคนอื่นมาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่ถ้าน้ำไม่มีวันหมด ทำไมถึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำ คำตอบมีสามข้อ
- ผิดที่ — น้ำอาจมีมากในที่ที่ไม่มีคน และน้อยในที่ที่คนอยู่หนาแน่น
- ผิดเวลา — ฝนตกหนักสามเดือนแล้วแล้งเก้าเดือน รวมทั้งปีอาจพอ แต่ใช้ไม่ได้ถ้าเก็บไม่ทัน
- ผิดคุณภาพ — น้ำที่ปนเปื้อนจนใช้ไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มี
สามข้อนี้คือแกนของทั้งซีรีส์ ปัญหาน้ำเกือบทุกเรื่องที่จะเล่าในตอนต่อ ๆ ไป ย้อนกลับมาที่สามข้อนี้ได้หมด
ทำไมโลกถึงเก็บน้ำไว้ได้ ขณะที่ดาวอื่นเสียไป
ดาวอังคารเคยมีน้ำเป็นของเหลวบนพื้นผิว หลักฐานคือร่องน้ำและแร่ที่ต้องเกิดในน้ำเท่านั้น แต่วันนี้แทบไม่เหลือ
เหตุผลที่โลกต่างออกไปมีอย่างน้อยสามข้อ
- แรงโน้มถ่วงมากพอ จะดึงไอน้ำไว้ไม่ให้หลุดสู่อวกาศ
- สนามแม่เหล็ก ช่วยเบี่ยงลมสุริยะที่คอยกัดกร่อนบรรยากาศ ดาวอังคารสูญเสียสนามแม่เหล็กไปตั้งแต่ยุคแรก
- ระยะห่างจากดวงอาทิตย์พอดี ไม่ร้อนจนน้ำระเหยหมด และไม่หนาวจนแข็งหมด
สามข้อนี้เป็นเหตุผลที่น้ำบนโลกเป็นของหายากในระดับที่คนไม่ค่อยตระหนัก — มันไม่ใช่สิ่งที่ดาวเคราะห์ทั่วไปจะมี
สรุป
น้ำบนโลกมาจากสองทาง คือพ่นออกมาจากภายในโลกผ่านภูเขาไฟ และถูกดาวเคราะห์น้อยชนิดคาร์บอนขนมาส่ง ซึ่งยืนยันได้จากอัตราส่วนดิวทีเรียมในน้ำทะเลที่ตรงกับอุกกาบาตกลุ่มนั้น ขณะที่ดาวหางมีค่าสูงกว่าราวสองเท่า
น้ำบนโลกมีน้ำเค็มราว 97.5% และน้ำจืดเพียง 2.5% ซึ่งส่วนใหญ่ติดอยู่ในน้ำแข็งและใต้ดิน เหลือเป็นแม่น้ำและทะเลสาบไม่ถึง 1% ของน้ำจืด
ประโยคที่ควรจำจากตอนนี้คือ น้ำไม่มีวันหมดไปจากโลก แต่มันขาดแคลนได้เสมอ เพราะปัญหาอยู่ที่ผิดที่ ผิดเวลา และผิดคุณภาพ
ตอนหน้าจะเล่าว่า — แล้วมนุษย์เอาน้ำไปใช้ทำอะไรบ้าง และคำตอบที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การดื่ม
