SPF วัดการป้องกัน UVB (แสงที่ทำให้ไหม้แดด) ส่วน PA วัดการป้องกัน UVA (แสงที่ทำให้ผิวแก่และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง) — สำหรับประเทศไทยควรใช้อย่างน้อย SPF50+ PA+++ ทาก่อนออกแดด 15–30 นาที และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
ครีมกันแดดแทบทุกขวดมีตัวเลข SPF และสัญลักษณ์ PA บนฉลาก แต่หลายคนยังสับสนว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร ต้องเลือกเบอร์ไหนถึงจะพอสำหรับแดดเมืองไทย บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง
1. SPF คืออะไร ตัวเลขหมายความว่าอะไร
SPF (Sun Protection Factor) วัดความสามารถในการป้องกัน รังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการไหม้แดดและมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบบ่อย ตัวเลข SPF ไม่ได้แปลว่า "ป้องกันได้นานกี่เท่า" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่บอกสัดส่วนรังสี UVB ที่ถูกกรองออกไป
| SPF | บล็อก UVB ได้ประมาณ | UVB ที่ยังผ่านเข้าผิว |
|---|---|---|
| SPF15 | ~93% | ~7% |
| SPF30 | ~97% | ~3% |
| SPF50 | ~98% | ~2% |
| SPF100 | ~99% | ~1% |
จะเห็นว่าความต่างระหว่าง SPF50 กับ SPF100 มีเพียง ~1% เท่านั้น — สิ่งที่มีผลมากกว่าตัวเลข SPF คือปริมาณที่ทาและความสม่ำเสมอในการทาซ้ำ ค่า SPF ที่ทดสอบในห้องแล็บใช้ปริมาณ 2 มก./ตร.ซม. ซึ่งมากกว่าที่คนทั่วไปทาจริงหลายเท่า ดังนั้นในชีวิตจริงการป้องกันมักได้น้อยกว่าตัวเลขบนฉลาก
2. PA คืออะไร PA+ ถึง PA++++ ต่างกันอย่างไร
PA (Protection Grade of UVA) เป็นมาตรฐานจากญี่ปุ่นที่วัดการป้องกัน รังสี UVA โดยใช้ค่า PPD (Persistent Pigment Darkening) ยิ่งเครื่องหมาย + มาก ยิ่งป้องกัน UVA ได้มาก
| สัญลักษณ์ | ค่า PPD | ระดับการป้องกัน UVA |
|---|---|---|
| PA+ | 2–4 | พอใช้ |
| PA++ | 4–8 | ปานกลาง |
| PA+++ | 8–16 | สูง |
| PA++++ | 16 ขึ้นไป | สูงมาก |
ผลิตภัณฑ์ที่ขายในสหรัฐฯ มักใช้คำว่า "Broad Spectrum" แทนสัญลักษณ์ PA ซึ่งหมายถึงป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB เช่นกัน แต่ไม่ได้บอกระดับความเข้มเหมือน PA
3. UVA vs UVB — ทำร้ายผิวต่างกันอย่างไร
- UVB — คลื่นสั้นกว่า ทำลายผิวชั้นบน (epidermis) ทำให้ไหม้แดดและแดงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความเข้มสูงสุดช่วงเที่ยงและหน้าร้อน
- UVA — คลื่นยาวกว่า ทะลุลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวแก่ก่อนวัยและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ความเข้มค่อนข้างคงที่ตลอดวันและตลอดปี ทะลุกระจกและเมฆได้ — จึงยังต้องกันแดดแม้อยู่ในรถหรือวันฟ้าครึ้ม
เพราะ UVA ก่อผลระยะยาวโดยไม่แสดงอาการทันที การเลือกครีมกันแดดที่มีทั้งค่า SPF สูงและ PA สูง จึงสำคัญกว่าการดู SPF อย่างเดียว
4. Chemical Sunscreen vs Physical Sunscreen เลือกแบบไหน
ครีมกันแดดแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามกลไกการทำงาน:
- Physical / Mineral Sunscreen — ใช้ Zinc Oxide หรือ Titanium Dioxide เคลือบผิวและสะท้อนรังสี UV ออกไปโดยตรง เริ่มป้องกันได้ทันทีที่ทา ระคายเคืองน้อย เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและเด็ก แต่บางสูตรอาจทิ้งคราบขาว (white cast)
- Chemical Sunscreen — ใช้สารอย่าง Octinoxate หรือ Avobenzone ดูดซับรังสี UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนระบายออกจากผิว เนื้อบางเบา ซึมเร็ว ไม่ทิ้งคราบขาว แต่ต้องรอ 15–30 นาทีก่อนออกแดดให้สารซึมเข้าผิว และบางชนิดอาจระคายเคืองผิวบอบบาง
หลายผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันเป็นสูตร Hybrid ผสมทั้งสองแบบเพื่อลดข้อเสียของแต่ละชนิด
5. วิธีทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง ปริมาณเท่าไหร่ถึงพอ
งานวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ทาครีมกันแดดเพียง 25–50% ของปริมาณที่ใช้ทดสอบค่า SPF ในแล็บ ทำให้การป้องกันจริงต่ำกว่าตัวเลขบนฉลากมาก
- ปริมาณสำหรับใบหน้า — ประมาณ 1/4 ช้อนชา หรือความยาวครีมเท่านิ้วชี้ 2 ข้อ ("two-finger rule")
- ปริมาณทั้งตัว — ประมาณ 2 มก./ตร.ซม. หรือคร่าวๆ คือ shot glass 1 แก้วสำหรับผู้ใหญ่ที่สวมชุดว่ายน้ำ
- เวลาทา — Chemical sunscreen ควรทาก่อนออกแดด 15–30 นาที ส่วน Physical sunscreen ป้องกันได้ทันที
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทันทีหลังว่ายน้ำ/เหงื่อออกมาก แม้จะเป็นสูตรกันน้ำก็ตาม
6. ครีมกันแดดสำหรับไทย — SPF เท่าไหร่พอ
ประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ค่าดัชนี UV (UV Index) สูงเกือบตลอดทั้งปี มักอยู่ในระดับ "สูงมาก" ถึง "รุนแรง" (8 ขึ้นไป) โดยเฉพาะช่วง 10.00–16.00 น. คำแนะนำทั่วไปสำหรับคนไทย:
- กิจกรรมกลางแจ้ง/ริมทะเล — SPF50+ PA+++ ถึง PA++++ ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
- ทำงานในอาคาร ออกแดดเป็นครั้งคราว — SPF30 PA++ ขึ้นไปก็เพียงพอ แต่ควรทาทุกวันแม้ไม่ได้ตั้งใจออกแดด เพราะ UVA ทะลุกระจกหน้าต่างได้
- เด็กและผิวแพ้ง่าย — เลือก Physical sunscreen สูตรอ่อนโยน SPF30–50
7. กันแดดในเมคอัพหรือรองพื้น เพียงพอไหม
โดยทั่วไป ไม่เพียงพอ แม้ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าหลายชนิดจะระบุค่า SPF ก็ตาม เพราะ:
- คนส่วนใหญ่ทาแป้ง/รองพื้นบางกว่าปริมาณที่ใช้ทดสอบค่า SPF มาก จึงได้การป้องกันจริงต่ำกว่าตัวเลขบนฉลากมาก
- ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุค่า PA หรือ Broad Spectrum ชัดเจน อาจป้องกัน UVA ได้ไม่เพียงพอ
คำแนะนำคือทาครีมกันแดดเป็นชั้นแยกก่อนแต่งหน้าเสมอ แล้วให้เมคอัพที่มี SPF เป็นการป้องกันเสริม ไม่ใช่การป้องกันหลัก
8. ตาราง: Physical vs Chemical เปรียบเทียบทุกด้าน
| Physical (Mineral) | Chemical | |
|---|---|---|
| ส่วนผสมหลัก | Zinc Oxide, Titanium Dioxide | Octinoxate, Avobenzone และอื่นๆ |
| ทำงานโดย | สะท้อนรังสี UV | ดูดซับ UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน |
| เหมาะกับ | ผิวแพ้ง่าย เด็ก หญิงตั้งครรภ์ | ผิวทั่วไป ต้องการเนื้อบางเบา ใสเนียน |
| ข้อเสีย | อาจทิ้งคราบขาว (white cast) | อาจระคายเคืองผิวบอบบาง |
| เวลาก่อนออกแดด | ทาแล้วออกได้เลย | ควรรอ 15–30 นาที |
สรุปสั้นๆ: ถ้าผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย เลือก Physical ถ้าต้องการเนื้อบางเบาไม่ทิ้งคราบขาว เลือก Chemical — ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ทาให้พอ ทาให้ครบ และทาซ้ำสม่ำเสมอ
อ่านเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยเพิ่มที่ PM2.5 คืออะไร อันตรายแค่ไหน · ตรวจดัชนี UV และอากาศวันนี้ได้ที่ หน้าสภาพอากาศ The World Ready
แหล่งอ้างอิง
- U.S. FDA — Sunscreen (SPF)
- WHO — UV Index
- American Academy of Dermatology — Sunscreen FAQs
- Japan Cosmetic Industry Association — PA (Protection Grade of UVA) standard
เขียนโดยทีม The World Ready — สุขภาพและความปลอดภัย · อัปเดต กรกฎาคม 2569



