← ตอนที่ 6 หน้ากากที่เราสวม · ตอนถัดไป: พวกเรา–พวกเขา →
เงินเดือนขึ้นสามพัน รู้สึกดีมาก จนรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นห้าพัน แล้วความรู้สึกดีนั้นหายไปในสิบวินาที — ทั้งที่เงินในบัญชีเราไม่ได้ลดลงเลยสักบาท
ทำไมเราถึงหยุดเปรียบเทียบไม่ได้
ลีออน เฟสติงเกอร์ เสนอในปี 2497 ว่าคนมีแรงขับที่จะประเมินความสามารถและความคิดเห็นของตัวเอง และเมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลางให้วัด เราจะหันไปวัดกับคนอื่นแทน
ข้อสังเกตที่ทำให้แนวคิดนี้มีพลังคือคำว่า "เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลาง"
เรารู้ว่าเราสูงกี่เซนติเมตรโดยไม่ต้องเทียบกับใคร แต่คำถามอย่าง เราเก่งพอไหม เราประสบความสำเร็จหรือยัง ชีวิตเราโอเคหรือเปล่า ไม่มีหน่วยวัด สมองจึงหาคนมาเป็นไม้บรรทัดแทน
เมื่อเข้าใจแบบนี้ คำแนะนำว่า "อย่าไปเทียบกับใคร" จึงใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะมันขัดกับวิธีที่สมองประเมินตัวเองโดยธรรมชาติ สิ่งที่ทำได้จริงคือเปลี่ยนว่าจะเทียบกับใครและเทียบอย่างไร
สองทิศทางของการเปรียบเทียบ
| เทียบขึ้น | เทียบลง | |
|---|---|---|
| คือ | เทียบกับคนที่ทำได้ดีกว่า | เทียบกับคนที่แย่กว่า |
| ผลด้านดี | เห็นว่าเป็นไปได้ ได้แรงบันดาลใจและแนวทาง | รู้สึกขอบคุณสิ่งที่มี ใจสงบขึ้น |
| ผลด้านเสีย | รู้สึกด้อย อิจฉา ท้อ | ชะล่าใจ หยุดพัฒนา หรือดูถูกคนอื่น |
สิ่งที่ตัดสินว่าการเทียบขึ้นจะออกมาเป็นแรงบันดาลใจหรือความอิจฉา ไม่ได้อยู่ที่ว่าเทียบกับใคร แต่อยู่ที่ เรามองว่าช่องว่างนั้นข้ามได้หรือไม่
ถ้ารู้สึกว่าเขาทำได้เพราะกระบวนการที่เราเรียนรู้ได้ ผลจะออกมาเป็นแรงผลัก แต่ถ้ารู้สึกว่าเขาได้เพราะสิ่งที่เราไม่มีวันมี ผลจะออกมาเป็นความขมขื่น
ข้อนี้อธิบายว่าทำไมการดูคนที่เก่งกว่าเรามาก ๆ ถึงมักไม่สร้างแรงบันดาลใจ แต่การดูคนที่เก่งกว่าเรานิดเดียวกลับสร้างได้ดีกว่า
อิจฉาสองแบบที่ไม่เหมือนกัน
งานวิจัยแยกความอิจฉาออกเป็นสองแบบที่ให้ผลต่างกันคนละทาง
- อิจฉาแบบอยากได้ตาม — โฟกัสที่สิ่งของหรือความสำเร็จ ความรู้สึกคือ "ฉันก็อยากไปถึงจุดนั้น" มักนำไปสู่การลงมือทำ
- อิจฉาแบบอยากให้เขาเสีย — โฟกัสที่ตัวบุคคล ความรู้สึกคือ "ทำไมต้องเป็นเขา" มักนำไปสู่การนินทา การลดคุณค่าของเขา หรือการยินดีเมื่อเขาพลาด
ความต่างที่ใช้จับสัญญาณได้ทันทีคือ ถ้าเขาสำเร็จโดยที่เราไม่เสียอะไรเลย เรายังหงุดหงิดอยู่ไหม
ถ้าคำตอบคือยัง แปลว่ากำลังอยู่ในแบบที่สอง ซึ่งเป็นแบบที่ทำร้ายเจ้าตัวมากที่สุด เพราะมันไม่ได้ทำให้เราได้อะไรเพิ่ม แต่ทำให้ความสุขของเราขึ้นกับความล้มเหลวของคนอื่น
ทำไมโซเชียลถึงทำให้เรื่องนี้แย่ลง
ไม่ใช่เพราะโซเชียลสร้างการเปรียบเทียบขึ้นมาใหม่ คนเปรียบเทียบกันมาตลอด แต่เพราะมันเปลี่ยนสามอย่าง
- ขนาดของกลุ่มเทียบ — เดิมเราเทียบกับคนในหมู่บ้านหรือในที่ทำงาน ตอนนี้เทียบกับคนทั้งโลก และในกลุ่มคนทั้งโลก จะมีคนที่เก่งกว่าเราในทุกเรื่องเสมอ
- ความถี่ — เดิมเราเจอข้อมูลเปรียบเทียบวันละไม่กี่ครั้ง ตอนนี้ทุกครั้งที่ปลดล็อกหน้าจอ
- ความไม่สมมาตรของข้อมูล — ตามที่พูดไว้ในตอนที่ 6 เราเห็นแต่หน้าเวทีของคนอื่น แล้วเอาไปเทียบกับหลังเวทีของตัวเองที่เรารู้ทุกซอกทุกมุม
ข้อสุดท้ายคือข้อที่ทำให้การเทียบบนโซเชียลไม่ยุติธรรมโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะคนโกหก แต่เพราะ ไม่มีใครโพสต์วันที่ธรรมดาที่สุดของตัวเอง
วิธีจัดการที่ทำได้จริง
1. เปลี่ยนไม้บรรทัดจากคนอื่นเป็นตัวเองในอดีต
แทนที่จะถามว่า "เราอยู่ตรงไหนเทียบกับคนอื่น" ให้ถามว่า "เราต่างจากตัวเองเมื่อปีที่แล้วอย่างไร"
วิธีนี้ได้ผลเพราะมันไม่ได้ฝืนกลไกการเปรียบเทียบ แต่เปลี่ยนคู่เทียบเป็นคนที่มีข้อมูลครบและควบคุมได้ ซึ่งเป็นการเทียบที่ให้ข้อมูลใช้ได้จริงมากกว่า
2. แยกกระบวนการออกจากผลลัพธ์
เวลาเห็นคนที่ทำได้ดีกว่า ให้บังคับตัวเองถามว่า "เขาทำอะไรบ้างกว่าจะถึงจุดนี้" แทนที่จะดูแค่จุดที่เขายืนอยู่
คำถามนี้เปลี่ยนความอิจฉาเป็นข้อมูลได้จริง เพราะคำตอบมักน่าเบื่อกว่าที่คิด คือใช้เวลานาน ล้มเหลวหลายรอบ และมีปัจจัยที่เขาไม่ได้เลือกเองด้วย
3. ตัดคู่เทียบที่ไม่มีประโยชน์ออก
ไม่ใช่ทุกคนที่ควรอยู่ในสายตาเรา ถ้ามีบัญชีที่ดูแล้วรู้สึกแย่ทุกครั้งและไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลย การเลิกติดตามไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการจัดการสิ่งแวดล้อม
เกณฑ์เดียวกับตอนที่ 4 ใช้ได้ที่นี่ คือถ้าดูแล้วไม่ได้ทั้งข้อมูลและอารมณ์ที่ดี แปลว่าจ่ายไปฟรี ๆ
4. ยินดีกับคนอื่นออกมาดัง ๆ
ฟังดูเป็นคำแนะนำเชิงศีลธรรม แต่มีเหตุผลเชิงกลไกรองรับ การแสดงความยินดีออกมาเป็นคำพูดบังคับให้เราเปลี่ยนโฟกัสจาก "ทำไมต้องเป็นเขา" ไปที่ "เขาทำอะไรได้บ้าง" ซึ่งเป็นการย้ายจากอิจฉาแบบทำลายไปสู่แบบที่ใช้งานได้
ในหลักธรรมของไทยมีคำเรียกภาวะนี้ว่า มุทิตา คือความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ซึ่งถือเป็นตัวแก้ความริษยาโดยตรง (อ่านเพิ่มใน บทความเรื่องเมตตาและพรหมวิหาร 4)
5. ใช้การเทียบลงอย่างมีสติ ไม่ใช่เพื่อดูถูกใคร
การนึกถึงคนที่ลำบากกว่าช่วยให้ใจสงบได้จริง แต่มีเส้นบาง ๆ ระหว่างความขอบคุณกับการใช้ความทุกข์ของคนอื่นเป็นเครื่องปลอบใจตัวเอง
ความต่างอยู่ที่ว่ามันนำไปสู่อะไร ถ้านำไปสู่การช่วยเหลือหรือการเห็นคุณค่าสิ่งที่มี นั่นใช้ได้ แต่ถ้านำไปสู่ความรู้สึกเหนือกว่า นั่นคือกลไกเดียวกับที่จะพูดถึงในตอนที่ 8
สรุป
การเปรียบเทียบเป็นวิธีที่สมองใช้ประเมินตัวเองเมื่อไม่มีเกณฑ์กลาง จึงห้ามไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะเทียบกับใครและเทียบอย่างไร
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการแยกให้ออกระหว่างอิจฉาแบบอยากได้ตามซึ่งพาไปสู่การลงมือทำ กับอิจฉาแบบอยากให้เขาเสียซึ่งไม่ได้ทำให้เราได้อะไรเพิ่ม
และคู่เทียบที่ให้ข้อมูลดีที่สุดเสมอคือ ตัวเราเองเมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นคู่เทียบเดียวที่เรามีข้อมูลครบทั้งหน้าเวทีและหลังเวที
คำถามที่พบบ่อย
เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่นได้จริงไหม
เลิกทั้งหมดยาก เพราะเป็นวิธีที่สมองใช้ประเมินตัวเองเมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลาง สิ่งที่ทำได้จริงกว่าคือเปลี่ยนคู่เทียบเป็นตัวเองในอดีต และลดจำนวนคู่เทียบที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไร
ความอิจฉาเป็นเรื่องผิดไหม
เป็นอารมณ์ปกติที่เกิดกับทุกคน สิ่งที่ต่างกันคือทิศทางที่มันพาไป แบบที่โฟกัสว่าอยากไปถึงจุดนั้นมักนำไปสู่การลงมือทำ ส่วนแบบที่โฟกัสว่าอยากให้อีกฝ่ายเสียมักไม่ทำให้เราได้อะไรเพิ่มเลย
ทำไมเทียบกับคนที่เก่งกว่ามาก ๆ ถึงไม่สร้างแรงบันดาลใจ
เพราะแรงบันดาลใจเกิดเมื่อเรารู้สึกว่าช่องว่างนั้นข้ามได้ ถ้าช่องว่างกว้างเกินจนไม่เห็นเส้นทาง สมองจะตีความว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีวันไปถึง แล้วเปลี่ยนเป็นความท้อแทนการเรียนรู้
ควรเลิกเล่นโซเชียลไปเลยไหม
ไม่จำเป็น สิ่งที่ให้ผลมากกว่าคือการจัดการว่าติดตามใครและใช้ตอนไหน เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สื่อ แต่อยู่ที่การเทียบหลังเวทีของเรากับหน้าเวทีของคนอื่นในความถี่ที่สูงเกินไป
แหล่งอ้างอิง
- Festinger L (2497) ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (social comparison theory)
- งานวิจัยที่แยกความอิจฉาเป็นแบบ benign และ malicious พร้อมผลต่อพฤติกรรมที่ต่างกัน
- Wills TA — แนวคิดการเปรียบเทียบลง (downward comparison) เพื่อรักษาความรู้สึกต่อตนเอง
- Marwick AE, boyd d — การยุบรวมของกลุ่มผู้ชมบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขยายขนาดกลุ่มเปรียบเทียบ
อ่านต่อ: ตอนที่ 8 — พวกเรา vs พวกเขา · เลิกเทียบชีวิตบนโซเชียล · หมวดไลฟ์สไตล์



