🧠 ซีรีส์ กฎธรรมชาติของมนุษย์ · ตอนที่ 7 จาก 9
← ตอนที่ 6 หน้ากากที่เราสวม · ตอนถัดไป: พวกเรา–พวกเขา →

เงินเดือนขึ้นสามพัน รู้สึกดีมาก จนรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นห้าพัน แล้วความรู้สึกดีนั้นหายไปในสิบวินาที — ทั้งที่เงินในบัญชีเราไม่ได้ลดลงเลยสักบาท

สรุป: มนุษย์ประเมินตัวเองด้วยการเทียบกับคนอื่นเป็นค่าตั้งต้น เพราะเรื่องสำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตไม่มีมาตรวัดที่เป็นกลาง กลไกนี้ไม่ได้เลวร้ายในตัวมันเอง แต่ ทิศทางของการเปรียบเทียบเป็นตัวกำหนดว่ามันจะกลายเป็นแรงผลักหรือกลายเป็นยาพิษ

ทำไมเราถึงหยุดเปรียบเทียบไม่ได้

ลีออน เฟสติงเกอร์ เสนอในปี 2497 ว่าคนมีแรงขับที่จะประเมินความสามารถและความคิดเห็นของตัวเอง และเมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลางให้วัด เราจะหันไปวัดกับคนอื่นแทน

ข้อสังเกตที่ทำให้แนวคิดนี้มีพลังคือคำว่า "เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลาง"

เรารู้ว่าเราสูงกี่เซนติเมตรโดยไม่ต้องเทียบกับใคร แต่คำถามอย่าง เราเก่งพอไหม เราประสบความสำเร็จหรือยัง ชีวิตเราโอเคหรือเปล่า ไม่มีหน่วยวัด สมองจึงหาคนมาเป็นไม้บรรทัดแทน

เมื่อเข้าใจแบบนี้ คำแนะนำว่า "อย่าไปเทียบกับใคร" จึงใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะมันขัดกับวิธีที่สมองประเมินตัวเองโดยธรรมชาติ สิ่งที่ทำได้จริงคือเปลี่ยนว่าจะเทียบกับใครและเทียบอย่างไร

สองทิศทางของการเปรียบเทียบ

เทียบขึ้นเทียบลง
คือเทียบกับคนที่ทำได้ดีกว่าเทียบกับคนที่แย่กว่า
ผลด้านดีเห็นว่าเป็นไปได้ ได้แรงบันดาลใจและแนวทางรู้สึกขอบคุณสิ่งที่มี ใจสงบขึ้น
ผลด้านเสียรู้สึกด้อย อิจฉา ท้อชะล่าใจ หยุดพัฒนา หรือดูถูกคนอื่น

สิ่งที่ตัดสินว่าการเทียบขึ้นจะออกมาเป็นแรงบันดาลใจหรือความอิจฉา ไม่ได้อยู่ที่ว่าเทียบกับใคร แต่อยู่ที่ เรามองว่าช่องว่างนั้นข้ามได้หรือไม่

ถ้ารู้สึกว่าเขาทำได้เพราะกระบวนการที่เราเรียนรู้ได้ ผลจะออกมาเป็นแรงผลัก แต่ถ้ารู้สึกว่าเขาได้เพราะสิ่งที่เราไม่มีวันมี ผลจะออกมาเป็นความขมขื่น

ข้อนี้อธิบายว่าทำไมการดูคนที่เก่งกว่าเรามาก ๆ ถึงมักไม่สร้างแรงบันดาลใจ แต่การดูคนที่เก่งกว่าเรานิดเดียวกลับสร้างได้ดีกว่า

Advertisement

อิจฉาสองแบบที่ไม่เหมือนกัน

งานวิจัยแยกความอิจฉาออกเป็นสองแบบที่ให้ผลต่างกันคนละทาง

  • อิจฉาแบบอยากได้ตาม — โฟกัสที่สิ่งของหรือความสำเร็จ ความรู้สึกคือ "ฉันก็อยากไปถึงจุดนั้น" มักนำไปสู่การลงมือทำ
  • อิจฉาแบบอยากให้เขาเสีย — โฟกัสที่ตัวบุคคล ความรู้สึกคือ "ทำไมต้องเป็นเขา" มักนำไปสู่การนินทา การลดคุณค่าของเขา หรือการยินดีเมื่อเขาพลาด

ความต่างที่ใช้จับสัญญาณได้ทันทีคือ ถ้าเขาสำเร็จโดยที่เราไม่เสียอะไรเลย เรายังหงุดหงิดอยู่ไหม

ถ้าคำตอบคือยัง แปลว่ากำลังอยู่ในแบบที่สอง ซึ่งเป็นแบบที่ทำร้ายเจ้าตัวมากที่สุด เพราะมันไม่ได้ทำให้เราได้อะไรเพิ่ม แต่ทำให้ความสุขของเราขึ้นกับความล้มเหลวของคนอื่น

ทะเลสาบผิวน้ำนิ่งสะท้อนภูเขาหิมะและป่าไม้
เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลางให้วัด สมองจะใช้คนอื่นเป็นไม้บรรทัด — และไม้บรรทัดที่เลือกมาเป็นตัวกำหนดว่าเราจะรู้สึกอย่างไรกับชีวิตตัวเอง · ภาพ: Pseudopanax · สาธารณสมบัติ · via Wikimedia Commons

ทำไมโซเชียลถึงทำให้เรื่องนี้แย่ลง

ไม่ใช่เพราะโซเชียลสร้างการเปรียบเทียบขึ้นมาใหม่ คนเปรียบเทียบกันมาตลอด แต่เพราะมันเปลี่ยนสามอย่าง

  • ขนาดของกลุ่มเทียบ — เดิมเราเทียบกับคนในหมู่บ้านหรือในที่ทำงาน ตอนนี้เทียบกับคนทั้งโลก และในกลุ่มคนทั้งโลก จะมีคนที่เก่งกว่าเราในทุกเรื่องเสมอ
  • ความถี่ — เดิมเราเจอข้อมูลเปรียบเทียบวันละไม่กี่ครั้ง ตอนนี้ทุกครั้งที่ปลดล็อกหน้าจอ
  • ความไม่สมมาตรของข้อมูล — ตามที่พูดไว้ในตอนที่ 6 เราเห็นแต่หน้าเวทีของคนอื่น แล้วเอาไปเทียบกับหลังเวทีของตัวเองที่เรารู้ทุกซอกทุกมุม

ข้อสุดท้ายคือข้อที่ทำให้การเทียบบนโซเชียลไม่ยุติธรรมโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะคนโกหก แต่เพราะ ไม่มีใครโพสต์วันที่ธรรมดาที่สุดของตัวเอง

วิธีจัดการที่ทำได้จริง

1. เปลี่ยนไม้บรรทัดจากคนอื่นเป็นตัวเองในอดีต

แทนที่จะถามว่า "เราอยู่ตรงไหนเทียบกับคนอื่น" ให้ถามว่า "เราต่างจากตัวเองเมื่อปีที่แล้วอย่างไร"

วิธีนี้ได้ผลเพราะมันไม่ได้ฝืนกลไกการเปรียบเทียบ แต่เปลี่ยนคู่เทียบเป็นคนที่มีข้อมูลครบและควบคุมได้ ซึ่งเป็นการเทียบที่ให้ข้อมูลใช้ได้จริงมากกว่า

2. แยกกระบวนการออกจากผลลัพธ์

เวลาเห็นคนที่ทำได้ดีกว่า ให้บังคับตัวเองถามว่า "เขาทำอะไรบ้างกว่าจะถึงจุดนี้" แทนที่จะดูแค่จุดที่เขายืนอยู่

คำถามนี้เปลี่ยนความอิจฉาเป็นข้อมูลได้จริง เพราะคำตอบมักน่าเบื่อกว่าที่คิด คือใช้เวลานาน ล้มเหลวหลายรอบ และมีปัจจัยที่เขาไม่ได้เลือกเองด้วย

3. ตัดคู่เทียบที่ไม่มีประโยชน์ออก

ไม่ใช่ทุกคนที่ควรอยู่ในสายตาเรา ถ้ามีบัญชีที่ดูแล้วรู้สึกแย่ทุกครั้งและไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลย การเลิกติดตามไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการจัดการสิ่งแวดล้อม

เกณฑ์เดียวกับตอนที่ 4 ใช้ได้ที่นี่ คือถ้าดูแล้วไม่ได้ทั้งข้อมูลและอารมณ์ที่ดี แปลว่าจ่ายไปฟรี ๆ

4. ยินดีกับคนอื่นออกมาดัง ๆ

ฟังดูเป็นคำแนะนำเชิงศีลธรรม แต่มีเหตุผลเชิงกลไกรองรับ การแสดงความยินดีออกมาเป็นคำพูดบังคับให้เราเปลี่ยนโฟกัสจาก "ทำไมต้องเป็นเขา" ไปที่ "เขาทำอะไรได้บ้าง" ซึ่งเป็นการย้ายจากอิจฉาแบบทำลายไปสู่แบบที่ใช้งานได้

ในหลักธรรมของไทยมีคำเรียกภาวะนี้ว่า มุทิตา คือความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ซึ่งถือเป็นตัวแก้ความริษยาโดยตรง (อ่านเพิ่มใน บทความเรื่องเมตตาและพรหมวิหาร 4)

5. ใช้การเทียบลงอย่างมีสติ ไม่ใช่เพื่อดูถูกใคร

การนึกถึงคนที่ลำบากกว่าช่วยให้ใจสงบได้จริง แต่มีเส้นบาง ๆ ระหว่างความขอบคุณกับการใช้ความทุกข์ของคนอื่นเป็นเครื่องปลอบใจตัวเอง

ความต่างอยู่ที่ว่ามันนำไปสู่อะไร ถ้านำไปสู่การช่วยเหลือหรือการเห็นคุณค่าสิ่งที่มี นั่นใช้ได้ แต่ถ้านำไปสู่ความรู้สึกเหนือกว่า นั่นคือกลไกเดียวกับที่จะพูดถึงในตอนที่ 8

สรุป

การเปรียบเทียบเป็นวิธีที่สมองใช้ประเมินตัวเองเมื่อไม่มีเกณฑ์กลาง จึงห้ามไม่ได้ แต่เลือกได้ว่าจะเทียบกับใครและเทียบอย่างไร

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการแยกให้ออกระหว่างอิจฉาแบบอยากได้ตามซึ่งพาไปสู่การลงมือทำ กับอิจฉาแบบอยากให้เขาเสียซึ่งไม่ได้ทำให้เราได้อะไรเพิ่ม

และคู่เทียบที่ให้ข้อมูลดีที่สุดเสมอคือ ตัวเราเองเมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นคู่เทียบเดียวที่เรามีข้อมูลครบทั้งหน้าเวทีและหลังเวที

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย

เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่นได้จริงไหม

เลิกทั้งหมดยาก เพราะเป็นวิธีที่สมองใช้ประเมินตัวเองเมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลาง สิ่งที่ทำได้จริงกว่าคือเปลี่ยนคู่เทียบเป็นตัวเองในอดีต และลดจำนวนคู่เทียบที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไร

ความอิจฉาเป็นเรื่องผิดไหม

เป็นอารมณ์ปกติที่เกิดกับทุกคน สิ่งที่ต่างกันคือทิศทางที่มันพาไป แบบที่โฟกัสว่าอยากไปถึงจุดนั้นมักนำไปสู่การลงมือทำ ส่วนแบบที่โฟกัสว่าอยากให้อีกฝ่ายเสียมักไม่ทำให้เราได้อะไรเพิ่มเลย

ทำไมเทียบกับคนที่เก่งกว่ามาก ๆ ถึงไม่สร้างแรงบันดาลใจ

เพราะแรงบันดาลใจเกิดเมื่อเรารู้สึกว่าช่องว่างนั้นข้ามได้ ถ้าช่องว่างกว้างเกินจนไม่เห็นเส้นทาง สมองจะตีความว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีวันไปถึง แล้วเปลี่ยนเป็นความท้อแทนการเรียนรู้

ควรเลิกเล่นโซเชียลไปเลยไหม

ไม่จำเป็น สิ่งที่ให้ผลมากกว่าคือการจัดการว่าติดตามใครและใช้ตอนไหน เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สื่อ แต่อยู่ที่การเทียบหลังเวทีของเรากับหน้าเวทีของคนอื่นในความถี่ที่สูงเกินไป

แหล่งอ้างอิง

  • Festinger L (2497) ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (social comparison theory)
  • งานวิจัยที่แยกความอิจฉาเป็นแบบ benign และ malicious พร้อมผลต่อพฤติกรรมที่ต่างกัน
  • Wills TA — แนวคิดการเปรียบเทียบลง (downward comparison) เพื่อรักษาความรู้สึกต่อตนเอง
  • Marwick AE, boyd d — การยุบรวมของกลุ่มผู้ชมบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งขยายขนาดกลุ่มเปรียบเทียบ

อ่านต่อ: ตอนที่ 8 — พวกเรา vs พวกเขา · เลิกเทียบชีวิตบนโซเชียล · หมวดไลฟ์สไตล์