← ตอนที่ 5 คล้อยตามและเชื่อฟัง · ตอนถัดไป: เปรียบเทียบและอิจฉา →
เราพูดกับเจ้านายแบบหนึ่ง พูดกับเพื่อนสนิทอีกแบบ พูดกับพ่อแม่อีกแบบ — คำถามที่น่าสนใจกว่า "แบบไหนคือตัวจริง" คือ ทำไมเราถึงคิดว่าต้องมีแบบเดียวที่จริง
ชีวิตเป็นเวที — แนวคิดของกอฟฟ์แมน
เออร์วิง กอฟฟ์แมน นักสังคมวิทยา เสนอในหนังสือปี 2502 ว่าปฏิสัมพันธ์ของคนทำงานคล้ายการแสดงละคร โดยแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน
| หน้าเวที | หลังเวที | |
|---|---|---|
| คือที่ไหน | ที่ที่มีคนดูอยู่ | ที่ที่ไม่ต้องรักษาภาพ |
| ตัวอย่าง | ที่ประชุม ห้องเรียน โพสต์สาธารณะ | ห้องพักพนักงาน แชตกลุ่มเพื่อนสนิท ห้องนอน |
| พฤติกรรม | ควบคุมคำพูดและสีหน้า | ปล่อยตัว บ่นได้ ผิดพลาดได้ |
ประเด็นสำคัญของกอฟฟ์แมนไม่ใช่การบอกว่าคนเสแสร้ง แต่คือ ทุกคนทำแบบนี้ และสังคมทำงานได้เพราะทุกคนทำ
ลองนึกถึงพนักงานบริการที่พูดกับลูกค้าด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่คุยกับเพื่อน หรือหมอที่แสดงความตกใจทุกครั้งที่เห็นแผล สังคมจะทำงานยากขึ้นมาก การมีหน้าเวทีจึงเป็นบริการที่เราให้แก่กัน ไม่ใช่การหลอกลวง
เส้นแบ่งระหว่างการปรับตัวกับการสวมหน้ากาก
ถ้าการปรับตัวตนเป็นเรื่องปกติ แล้วเมื่อไรถึงเริ่มเป็นปัญหา
เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือดูสามอย่าง
- ระยะห่าง — สิ่งที่แสดงออกกับสิ่งที่รู้สึกจริง ต่างกันแค่ไหน การพูดสุภาพขึ้นกับการยิ้มทั้งที่โกรธมาก เป็นคนละระดับ
- ระยะเวลา — ต้องรักษาภาพนั้นนานแค่ไหนต่อวัน ชั่วโมงเดียวกับสิบชั่วโมงต่างกันมาก
- มีที่ให้ลงจากเวทีไหม — มีพื้นที่หรือคนที่เราเป็นตัวเองได้จริงหรือเปล่า
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่ทำให้คนหมดพลังไม่ใช่การแสดงเอง แต่คือ การไม่มีเวลาหลังเวทีเลย
ในงานบริการและงานที่ต้องคุมอารมณ์ตลอด มีคำเรียกภาระนี้ว่า แรงงานทางอารมณ์ ซึ่งเป็นงานจริงที่ใช้พลังงานจริง แม้จะไม่ปรากฏในใบพรรณนางาน
โซเชียลมีเดียเปลี่ยนสมการอย่างไร
สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ไม่ใช่การที่คนเริ่มสวมหน้ากาก เพราะคนสวมมาตลอด แต่คือโครงสร้างสามอย่าง
1. ผู้ชมหลายกลุ่มยุบรวมเป็นกลุ่มเดียว
เดิมเราแสดงคนละแบบให้คนละกลุ่มดู เจ้านายไม่ได้ยินสิ่งที่เราพูดกับเพื่อน แต่บนโซเชียล เจ้านาย เพื่อน ญาติ และแฟนเก่า อยู่ในผู้ชมชุดเดียวกัน
ผลคือต้องหาการแสดงชุดเดียวที่ผ่านได้กับทุกกลุ่ม ซึ่งมักจบลงที่ความจืดหรือความเครียด
2. หน้าเวทีถูกบันทึกไว้ถาวร
การแสดงในชีวิตจริงจบแล้วจบเลย แต่โพสต์อยู่ค้นเจอได้อีกสิบปี ทำให้ต้นทุนของการพลาดสูงขึ้นมาก และคนจึงระวังตัวมากขึ้น
3. เราเห็นแต่หน้าเวทีของคนอื่น
ข้อนี้เชื่อมกับตอนที่ 7 โดยตรง เพราะเราเปรียบเทียบ หลังเวทีของเรากับหน้าเวทีของคนอื่น ซึ่งเป็นการเทียบที่ไม่มีทางชนะได้ตั้งแต่ต้น
"เป็นตัวของตัวเอง" อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไป
คำแนะนำยอดนิยมคือให้เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งฟังดูดีแต่มีปัญหาสองข้อ
ข้อแรก มันสมมติว่ามีตัวตนแท้เพียงหนึ่งเดียว ทั้งที่งานวิจัยด้านบุคลิกภาพชี้ว่าพฤติกรรมของคนเปลี่ยนตามบริบทเป็นปกติ คนคนเดียวอาจเป็นคนเงียบในห้องประชุมและเป็นคนคุยเก่งในวงเพื่อน โดยที่ทั้งสองอย่างเป็นตัวจริงทั้งคู่
ข้อสอง บางครั้งการเป็นตัวเองแบบไม่กรองคือการผลักภาระให้คนอื่น การพูดทุกอย่างที่คิดโดยไม่ดูกาลเทศะไม่ใช่ความจริงใจ แต่คือการให้คนอื่นรับผลกระทบแทน
คำแนะนำที่ใช้ได้จริงกว่าคือ ให้ค่านิยมคงที่ ส่วนพฤติกรรมปรับได้ คือสิ่งที่ควรเหมือนกันทุกเวทีคือสิ่งที่เรายึดถือ เช่น ไม่โกหกเรื่องสำคัญ ไม่ทำร้ายคน ส่วนน้ำเสียง คำพูด และระดับการเปิดเผย ปรับตามสถานการณ์ได้โดยไม่เสียความจริงใจ
วิธีลดต้นทุนของการแสดง
1. ออกแบบเวลาหลังเวทีอย่างจงใจ
ถ้างานบังคับให้อยู่หน้าเวทีทั้งวัน ต้องกันเวลาหลังเวทีไว้ให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่หวังว่าจะเหลือเอง
ในทางปฏิบัติอาจเป็นแค่สิบห้านาทีหลังเลิกงานที่ไม่คุยกับใคร ไม่เปิดโทรศัพท์ ก่อนกลับเข้าบ้านซึ่งเป็นอีกเวทีหนึ่ง
2. มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ไม่ต้องแสดง
ไม่จำเป็นต้องหลายคน หนึ่งคนที่เรารู้ว่าพูดตรง ๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน ช่วยได้มากกว่าเพื่อนสิบคนที่ต้องรักษาภาพด้วย
3. ลดจำนวนเวทีที่ไม่จำเป็น
บางเวทีเราขึ้นเองโดยไม่มีใครขอ เช่น การรู้สึกว่าต้องดูประสบความสำเร็จในกลุ่มเพื่อนเก่า หรือต้องดูมีความสุขตลอดในโซเชียล
คำถามที่ช่วยได้คือ "ถ้าเลิกแสดงเรื่องนี้ อะไรจะเกิดขึ้นจริง ๆ" คำตอบส่วนใหญ่คือแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคนอื่นสนใจเราน้อยกว่าที่เราคิดมาก
4. สังเกตสัญญาณว่าระยะห่างกว้างเกินไป
สัญญาณที่พบบ่อยคือรู้สึกเหนื่อยผิดปกติหลังเจอคนทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก รู้สึกโล่งเกินเหตุเมื่อนัดถูกยกเลิก และรู้สึกว่าไม่มีใครรู้จักเราจริง ๆ ทั้งที่มีคนรอบตัวเยอะ
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกแสดงทั้งหมด แต่แปลว่าควรลดจำนวนเวทีหรือเพิ่มเวลาหลังเวที
สรุป
การมีหลายด้านตามสถานการณ์เป็นเรื่องปกติและจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ความหน้าไหว้หลังหลอก
สิ่งที่ควรเฝ้าระวังคือระยะห่างระหว่างสิ่งที่แสดงกับสิ่งที่รู้สึก ระยะเวลาที่ต้องรักษาภาพ และการมีที่ให้ลงจากเวที คนที่เหนื่อยกับเรื่องนี้มักไม่ได้เหนื่อยเพราะแสดงเก่งเกินไป แต่เพราะไม่มีช่วงเวลาที่ไม่ต้องแสดงเลย
คำถามที่พบบ่อย
การปรับตัวตนตามคนที่คุยด้วย เป็นคนหลายหน้าไหม
ไม่ใช่ ตราบใดที่ค่านิยมหลักยังคงเดิม การปรับน้ำเสียง คำพูด และระดับการเปิดเผยตามสถานการณ์เป็นทักษะทางสังคมปกติ ความหลายหน้าหมายถึงการเปลี่ยนจุดยืนหรือข้อเท็จจริงตามผู้ฟัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
ทำไมเจอคนแล้วเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก
เพราะการรักษาภาพและควบคุมอารมณ์เป็นงานที่ใช้พลังงานจริง มีคำเรียกว่าแรงงานทางอารมณ์ ยิ่งระยะห่างระหว่างสิ่งที่แสดงกับสิ่งที่รู้สึกกว้าง และยิ่งต้องทำนาน ก็ยิ่งเหนื่อยมาก
ควรเป็นตัวเองบนโซเชียลแค่ไหน
ควรจำไว้ว่าผู้ชมบนโซเชียลคือหลายกลุ่มยุบรวมกัน และเนื้อหาถูกบันทึกถาวร การเลือกเปิดเผยเท่าที่สบายใจให้ทุกกลุ่มเห็นจึงไม่ใช่ความไม่จริงใจ แต่เป็นการตั้งขอบเขตตามธรรมชาติของสื่อนั้น
รู้สึกว่าไม่มีใครรู้จักตัวจริงเลย ควรทำอย่างไร
เริ่มจากหาคนเดียวที่เปิดเผยได้โดยไม่ถูกตัดสิน ไม่ต้องหลายคน และเริ่มจากเรื่องเล็กก่อน ถ้าความรู้สึกนี้อยู่นานจนกระทบการใช้ชีวิตหรือการนอน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
แหล่งอ้างอิง
- Goffman E (2502) The Presentation of Self in Everyday Life — แนวคิดหน้าเวทีและหลังเวที
- Hochschild AR — แนวคิดแรงงานทางอารมณ์ (emotional labor) ในงานบริการ
- Marwick AE, boyd d — แนวคิดการยุบรวมของกลุ่มผู้ชม (context collapse) บนสื่อสังคมออนไลน์
- งานวิจัยด้านบุคลิกภาพที่ชี้ว่าพฤติกรรมของบุคคลแปรผันตามสถานการณ์เป็นปกติ
อ่านต่อ: ตอนที่ 7 — เปรียบเทียบและอิจฉา · เลิกเทียบชีวิตบนโซเชียล · หมวดไลฟ์สไตล์



