โลกสอนให้เรา "เอาตัวรอด" และ "คิดถึงตัวเองก่อน" แต่ทั้งคำสอนทางธรรมและงานวิจัยจิตวิทยาชี้ไปทางเดียวกันว่า คนที่ให้มักได้ความสุขก่อนคนรับ — คำถามคือทำไม และจะฝึกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการยอมให้ถูกเอาเปรียบ

สรุป: ความเห็นแก่ตัวคือการคิดถึงแต่ประโยชน์ตนจนมองข้ามผู้อื่น ส่วน เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ซึ่งเป็นหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 จุดสำคัญที่คนมักพลาดคือ เมตตาที่แท้ต้องมาคู่กับ อุเบกขา คือความสามารถในการวางใจเมื่อทำเต็มที่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เมตตาไม่กลายเป็นการยอมให้ถูกเอาเปรียบ

เมตตาในความหมายทางพุทธ ไม่ใช่แค่ "ใจดี"

ในภาษาไทยเราใช้คำว่าเมตตาแทน "ใจดี" จนความหมายเดิมเลือนไป แต่ในหลักธรรม เมตตาเป็นหนึ่งในชุดธรรม 4 ข้อที่เรียกว่า พรหมวิหาร 4 ซึ่งออกแบบมาให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ใช้แยกเดี่ยว

ธรรมความหมายใช้เมื่อไร
เมตตาปรารถนาให้เขาเป็นสุขใช้เป็นพื้นฐานกับทุกคน
กรุณาอยากให้เขาพ้นทุกข์เมื่อเห็นคนกำลังลำบาก
มุทิตายินดีเมื่อเขาได้ดีเมื่อคนอื่นสำเร็จ — ตัวแก้ความอิจฉา
อุเบกขาวางใจเป็นกลางเมื่อทำเต็มที่แล้วเมื่อช่วยไม่ได้ หรือช่วยแล้วเขาไม่รับ

ข้อที่คนไทยส่วนใหญ่ข้ามคือ อุเบกขา เพราะฟังดูเหมือนความเฉยชา แต่ในหลักธรรมมันคือขาที่ทำให้อีกสามข้อยืนอยู่ได้นาน คนที่มีเมตตาแต่ไม่มีอุเบกขาคือคนที่ทุ่มให้จนหมดตัวแล้วพังลง ส่วนคนที่มีอุเบกขาด้วยจะให้ได้ต่อเนื่องเป็นสิบปี

พิธีตักบาตรพระสงฆ์จำนวนมากกลางกรุงเทพฯ
การตักบาตรคือรูปแบบของการให้ที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด แต่แก่นของมันไม่ได้อยู่ที่ของในบาตร — อยู่ที่การฝึกใจให้ยอมสละได้โดยไม่ต่อรอง · ภาพ: David Quine · CC BY 3.0 · via Wikimedia Commons

ความเห็นแก่ตัว — กับดักที่ดูเหมือนได้เปรียบ

ความเห็นแก่ตัวไม่ได้แปลว่าเป็นคนเลว โดยพื้นฐานมันคือกลไกเอาตัวรอดที่ทุกคนมี ปัญหาเกิดเมื่อมันกลายเป็นค่าตั้งต้นของทุกการตัดสินใจ

สิ่งที่ทำให้มันเป็นกับดักคือ มันได้ผลในระยะสั้นเสมอ การไม่ช่วยทำให้ประหยัดแรง การเอาเปรียบทำให้ได้ของ การไม่ให้ทำให้เหลือมากกว่า ผลตอบแทนที่เห็นชัดทันทีนี่เองที่ทำให้พฤติกรรมถูกทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัย

ต้นทุนของมันมาช้าและมองไม่เห็นในตอนแรก คือ วงความสัมพันธ์ที่หดลงทีละคน ไม่มีใครประกาศตัดขาด แต่คนจะค่อย ๆ ไม่ชวน ไม่บอก ไม่ขอความช่วยเหลือ และเมื่อถึงวันที่เราต้องการใครสักคน จะพบว่ารายชื่อที่โทรหาได้สั้นกว่าที่คิดมาก

อีกต้นทุนที่หนักกว่าคือสภาพจิตแบบที่ต้องคอยระวังตัว เพราะคนที่มองความสัมพันธ์เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ จะสมมติว่าคนอื่นก็คิดแบบเดียวกัน จึงต้องคอยเช็กว่าใครกำลังจะเอาเปรียบเราอยู่ ซึ่งเป็นภาวะที่เหนื่อยมากและไม่เคยได้พัก

Advertisement

ทำไม "ยิ่งให้ยิ่งสุข" ถึงไม่ใช่แค่คำปลอบใจ

ข้อความว่าการให้ทำให้มีความสุขฟังดูเหมือนคำสอนที่ไม่มีหลักฐาน แต่จริง ๆ มันเป็นหนึ่งในหัวข้อที่จิตวิทยาศึกษาไว้พอสมควร

งานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือการทดลองของ Dunn, Aknin และ Norton ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2008 ซึ่งให้ผู้ร่วมทดลองได้รับเงินก้อนเล็ก ๆ แล้วสุ่มแบ่งว่าจะให้ใช้กับตัวเองหรือใช้กับคนอื่น ผลคือ กลุ่มที่ถูกกำหนดให้ใช้เงินกับคนอื่นรายงานความสุขสูงกว่าเมื่อจบวัน ทั้งที่จำนวนเงินเท่ากัน

ประเด็นที่ทำให้งานนี้น่าสนใจคือมันเป็นการ สุ่มกำหนด ไม่ใช่แค่การสำรวจว่าคนที่ให้เยอะมีความสุขไหม จึงตัดข้อโต้แย้งที่ว่า "ก็คนมีความสุขอยู่แล้วนั่นแหละที่ให้" ออกไปได้ระดับหนึ่ง และงานต่อ ๆ มาก็พบแนวโน้มคล้ายกันในหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมและรายได้ต่างกัน

อีกเส้นทางหนึ่งคืองานที่ศึกษาการฝึกแผ่เมตตาโดยตรง เช่นงานของ Fredrickson และคณะ ปี 2008 ที่ให้พนักงานฝึกแผ่เมตตาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แล้วพบว่าอารมณ์ทางบวกที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับทรัพยากรทางใจอื่น ๆ ที่ดีขึ้นตามมา

ที่ควรพูดให้ตรงคือ ผลเหล่านี้เป็นแนวโน้ม ไม่ใช่กฎ ขนาดของผลในงานวิจัยจิตวิทยาสังคมมักไม่ใหญ่ และหลายงานในสาขานี้เคยถูกตั้งคำถามเรื่องการทำซ้ำ ฉะนั้นวิธีใช้ที่เหมาะสมคือมองเป็นเหตุผลให้ลองด้วยตัวเอง มากกว่าการรับประกันว่าให้แล้วจะสุขทุกครั้ง

อาสาสมัครช่วยขนของและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในประเทศไทย
เมตตาที่วัดผลได้จริงคือเมตตาที่ออกมาเป็นการกระทำ ไม่ใช่ความรู้สึกที่อยู่แค่ในใจ · ภาพ: U.S. Marine Corps · สาธารณสมบัติ · via Wikimedia Commons

ศัตรูใกล้กับศัตรูไกลของเมตตา

นี่เป็นแนวคิดจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่มีประโยชน์มากในทางปฏิบัติ และช่วยอธิบายว่าทำไมคนที่คิดว่าตัวเองมีเมตตาถึงยังเป็นทุกข์

คัมภีร์แยกสิ่งที่บั่นทอนเมตตาออกเป็นสองแบบ

  • ศัตรูไกล คือความพยาบาทและความโกรธ ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามชัดเจน มองออกง่ายและรู้ตัวเมื่อเกิด
  • ศัตรูใกล้ คือความเสน่หาหรือความรักเชิงยึดติด ซึ่งอันตรายกว่าเพราะ หน้าตาเหมือนเมตตามาก จนเราแยกไม่ออกว่ากำลังหวังดีต่อเขา หรือกำลังต้องการให้เขาเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น

วิธีทดสอบง่าย ๆ คือถามตัวเองว่า ถ้าเขามีความสุขโดยไม่เกี่ยวกับเรา เรายังยินดีอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือยินดี นั่นคือเมตตา แต่ถ้ารู้สึกน้อยใจหรือรู้สึกว่าเสียอะไรไป นั่นคือความยึดติดที่สวมเสื้อเมตตาอยู่

ข้อนี้อธิบายความทุกข์ในความสัมพันธ์ได้เยอะ ทั้งพ่อแม่ที่หวังดีกับลูกจนกลายเป็นควบคุม เพื่อนที่ช่วยเหลือแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณ และคนที่ให้มากแล้วโกรธเมื่อไม่ได้รับความรู้สึกขอบคุณกลับมาในระดับที่คาดไว้

เมตตาไม่ใช่การยอมให้ถูกเอาเปรียบ

ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดคือคิดว่าเมตตาแปลว่าต้องตอบตกลงทุกครั้ง ซึ่งไม่ตรงกับหลักธรรม เพราะพรหมวิหารมีอุเบกขากำกับอยู่

ในทางปฏิบัติ การปฏิเสธอย่างสุภาพเป็นเมตตาต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากการรับปากทั้งที่ทำไม่ไหวมักจบลงด้วยงานที่เสียและความสัมพันธ์ที่แย่กว่าเดิม ส่วนการปฏิเสธตั้งแต่ต้นทำให้อีกฝ่ายมีเวลาไปหาทางอื่น

เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงคือแยกระหว่าง การช่วยให้เขายืนได้ กับ การรับภาระแทนเขาถาวร อย่างแรกคือเมตตาที่มีปัญญา ส่วนอย่างหลังมักทำให้ทั้งคู่แย่ลงในระยะยาว เพราะคนที่ถูกช่วยไม่ได้พัฒนาความสามารถของตัวเอง และคนช่วยก็หมดแรงจนถอนตัวแบบไม่สวย

อีกจุดที่ควรระวังคือคนที่ใช้คำว่าเมตตาเป็นเครื่องมือกดดัน เช่นการบอกว่า "ถ้าเป็นคนดีต้องช่วย" ซึ่งเป็นการยืมภาษาธรรมมาบีบให้คนอื่นยอม การรู้ทันข้อนี้ไม่ใช่ความใจร้าย แต่เป็นการไม่ปล่อยให้หลักธรรมถูกใช้ผิดทาง

เมตตาต่อตัวเองคือจุดเริ่ม ไม่ใช่ข้ออ้าง

ในลำดับการฝึกแผ่เมตตาแบบดั้งเดิม จะเริ่มจากตัวเองก่อนเสมอ แล้วค่อยขยายไปยังคนที่รัก คนกลาง ๆ และคนที่มีเรื่องขุ่นข้องกัน

เหตุผลไม่ใช่การให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค คือ คนที่ไม่เคยรู้สึกถึงความหวังดีที่ไม่มีเงื่อนไขกับตัวเองเลย มักสร้างความรู้สึกนั้นต่อคนอื่นไม่ออก จึงกลายเป็นการท่องคำโดยไม่มีความรู้สึกรองรับ

ที่ต้องแยกให้ชัดคือเมตตาต่อตัวเองไม่เหมือนการตามใจตัวเอง เมตตาต่อตัวเองหมายถึงการพูดกับตัวเองเวลาผิดพลาดด้วยน้ำเสียงที่เราจะใช้กับเพื่อน ซึ่งมักนำไปสู่การแก้ไขที่เร็วกว่า ต่างจากการด่าตัวเองซ้ำ ๆ ที่มักทำให้หลีกเลี่ยงปัญหามากกว่าจะเผชิญ

Advertisement

วิธีฝึกที่ทำได้จริงในหนึ่งสัปดาห์

1. แผ่เมตตาก่อนนอน 3 นาที

เริ่มจากตัวเอง ตามด้วยคนที่รัก คนที่ไม่รู้จัก และคนที่เรามีเรื่องขุ่นใจด้วย โดยตั้งใจสั้น ๆ ว่าขอให้เขาเป็นสุข

ถ้าถึงคนสุดท้ายแล้วรู้สึกฝืน ไม่ต้องบังคับ ให้ข้ามไปก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ในวันหลัง เพราะการฝืนมักทำให้เลิกฝึกเร็ว

2. ทำเรื่องเล็กที่ไม่มีใครรู้ วันละหนึ่งอย่าง

เลือกสิ่งที่ไม่มีใครเห็นและไม่ได้โพสต์ เช่นเก็บของที่หล่น จ่ายค่ากาแฟให้คนข้างหลัง หรือตอบข้อความที่คนอื่นถามช่วยเหลือ

เงื่อนไข "ไม่มีใครรู้" สำคัญ เพราะมันตัดแรงจูงใจเรื่องภาพลักษณ์ออกไป ทำให้เห็นชัดว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาจากการให้จริง ๆ ไม่ใช่จากการได้รับคำชม

3. ฝึกมุทิตาเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี

เวลาเลื่อนฟีดแล้วเห็นคนประสบความสำเร็จ ให้สังเกตความรู้สึกแรกที่ขึ้นมา ถ้ามันคือความหมั่นไส้ก็ไม่ต้องตำหนิตัวเอง แค่รู้ว่ามันเกิด แล้วลองตั้งใจสั้น ๆ ว่าดีแล้วที่เขาได้

นี่เป็นการฝึกที่ยากที่สุดในสี่ข้อ แต่ให้ผลชัดที่สุดกับคนยุคนี้ เพราะการเปรียบเทียบตัวเองในโซเชียลคือแหล่งความทุกข์ประจำวันที่แทบทุกคนเจอ

4. ฝึกปฏิเสธหนึ่งครั้งโดยไม่ต้องแก้ตัวยาว

เลือกคำขอที่รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ไหว แล้วตอบว่าช่วงนี้ไม่ไหวจริง ๆ โดยไม่ต้องอธิบายยืดยาวหรือขอโทษซ้ำหลายรอบ

ข้อนี้อยู่ในหมวดฝึกเมตตาเพราะมันคือการรักษาความสามารถในการให้ระยะยาวไว้ คนที่ปฏิเสธไม่เป็นมักจบด้วยการหายไปจากทุกความสัมพันธ์พร้อมกัน

เริ่มคืนนี้: ก่อนนอน ลองแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน 30 วินาที แล้วค่อยแผ่ให้คนอื่น สังเกตว่าข้อไหนทำได้ยากกว่ากัน — คำตอบนั้นมักบอกอะไรบางอย่างที่ตรงกว่าที่เราคิดถึงตัวเอง
สามเณรกับบาตรพระ
ในคัมภีร์มีการกล่าวถึงอานิสงส์ของเมตตาไว้หลายข้อ ซึ่งข้อที่ตรวจสอบได้ทันทีคือเรื่องคุณภาพการนอนและความสัมพันธ์กับคนรอบตัว · ภาพ: Donavanik · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

อานิสงส์ของเมตตาตามที่ปรากฏในคัมภีร์

ในพระไตรปิฎกส่วนอังคุตตรนิกาย มีพระสูตรที่กล่าวถึงอานิสงส์ของการเจริญเมตตาไว้ 11 ประการ ซึ่งมักถูกอ้างถึงในการสอนเรื่องนี้

ในบรรดา 11 ข้อนั้น มีบางข้อที่เป็นเรื่องของภพภูมิและสิ่งเหนือการพิสูจน์ ซึ่งเป็นเรื่องของศรัทธาแต่ละคน แต่มีหลายข้อที่พูดถึงผลในชีวิตปัจจุบันและสังเกตได้ด้วยตัวเอง เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของผู้คน และจิตตั้งมั่นได้เร็ว

วิธีอ่านที่เหมาะสมคือมองข้อที่ตรวจสอบได้เป็นสิ่งที่ลองได้ทันที ส่วนข้อที่อยู่นอกเหนือการพิสูจน์ให้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล บทความนี้ไม่ได้รับประกันผลใด ๆ และไม่ได้ชี้ว่าการแผ่เมตตาใช้แทนการรักษาทางการแพทย์หรือการแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้

สรุป

ความเห็นแก่ตัวได้ผลในระยะสั้นจนกลายเป็นนิสัยได้ง่าย แต่ต้นทุนของมันคือวงความสัมพันธ์ที่หดลงและใจที่ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา

ส่วนเมตตาไม่ใช่การยอมทุกอย่าง เพราะในชุดพรหมวิหารมีอุเบกขาคอยกำกับ และสิ่งที่ทำให้เมตตาผิดรูปบ่อยที่สุดไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความยึดติดที่หน้าตาเหมือนความหวังดี วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุดจึงเป็นคำถามว่า ถ้าเขาสุขโดยไม่เกี่ยวกับเรา เรายังยินดีอยู่หรือเปล่า

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าใจดีเกินไปจะถูกเอาเปรียบไหม

เมตตาในหลักพรหมวิหารมาคู่กับอุเบกขา ซึ่งคือความสามารถในการวางใจเมื่อทำเต็มที่แล้ว การปฏิเสธอย่างสุภาพจึงไม่ขัดกับเมตตา และเส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงคือช่วยให้เขายืนได้ ไม่ใช่รับภาระแทนเขาถาวร

เมตตากับความสงสารต่างกันอย่างไร

เมตตาคือความปรารถนาให้เขาเป็นสุข ส่วนความอยากให้เขาพ้นทุกข์คือกรุณา ซึ่งเป็นคนละข้อกันในพรหมวิหาร 4 ความสงสารแบบที่ทำให้เราจมไปกับความทุกข์ของเขาจนช่วยอะไรไม่ได้ ในคัมภีร์ถือเป็นศัตรูใกล้ของกรุณา ไม่ใช่ตัวกรุณาเอง

แผ่เมตตาให้คนที่เราโกรธไม่ได้ ทำอย่างไร

ไม่ต้องฝืน เพราะการบังคับตัวเองมักทำให้เลิกฝึกเร็ว ให้ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาใหม่ในภายหลัง หรือเริ่มจากการตั้งใจเพียงว่าขอให้เรื่องนี้จบลงโดยไม่มีใครเจ็บเพิ่ม ซึ่งเป็นระดับที่ใจรับได้ง่ายกว่า

บทแผ่เมตตามีแบบเดียวหรือไม่

บทแผ่เมตตาที่ใช้กันในไทยมีหลายสำนวน ทั้งฉบับบาลี ฉบับแปล และฉบับย่อที่แต่ละสำนักใช้ต่างกัน ผู้อ่านควรยึดตามสำนวนของสำนักที่ตนนับถือ และตรวจทานกับพระอาจารย์หรือแหล่งของสำนักนั้นก่อนนำไปใช้ในพิธี

แหล่งอ้างอิง

  • หลักพรหมวิหาร 4 และคำอธิบายเรื่องศัตรูใกล้–ศัตรูไกลของเมตตา ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
  • อานิสงส์ของเมตตา 11 ประการ — พระสูตรในอังคุตตรนิกาย
  • Dunn EW, Aknin LB, Norton MI (2008) Spending Money on Others Promotes Happiness, Science 319:1687–1688
  • Fredrickson BL และคณะ (2008) งานวิจัยเรื่องผลของการฝึกแผ่เมตตาต่ออารมณ์ทางบวกและทรัพยากรทางใจ ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology

บทความนี้นำเสนอเชิงความรู้ด้วยความเคารพต่อหลักธรรมและความเชื่อ ไม่ได้รับประกันผล และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์หรือจิตเวช หากมีภาวะทางอารมณ์ที่กระทบชีวิตประจำวันควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

อ่านต่อ: อัตตา ตัวตน · ความโลภ · นรก–สวรรค์ในมุมพุทธทาส · ธรรมะ