🦋 ซีรีส์ผีเสื้อ · สัญญาณจากปีกเล็ก · ตอนที่ 6 จาก 7
← ตอนที่ 5 ผีเสื้อไทยและที่ดู · กลับไปตอนที่ 1 · ตอนถัดไป: สถิติและกราฟ →

ผีเสื้อไม่ได้กำลังหายเพราะมันอ่อนแอ แต่เพราะมันไวต่อความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทำให้มันเป็นเครื่องวัดที่ดี คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้มันเป็นกลุ่มแรกที่หายไป

สรุป: สหรัฐฯ สูญเสียผีเสื้อ 22% ในเวลา 20 ปี อังกฤษประกาศ ภาวะฉุกเฉินผีเสื้อ ในปี 2567 ส่วนไทยมีผีเสื้อ 16 ชนิด ในสถานะหายาก และ ผีเสื้อภูฐาน (สมิงเชียงดาว) ไม่มีรายงานการพบมาราว 30 ปี สิ่งที่ไทยขาดที่สุดไม่ใช่ความตระหนัก แต่คือข้อมูลติดตามระยะยาว

ทำไมโลกถึงเลือกผีเสื้อเป็นเครื่องวัด

ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ผีเสื้อถูกใช้เป็น ตัวชี้วัดทางชีวภาพ มากที่สุดชนิดหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมาสี่ข้อ

  • วงจรชีวิตสั้น — หนึ่งปีมีได้หลายรุ่น การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมจึงสะท้อนเป็นตัวเลขภายในไม่กี่ฤดู ต่างจากต้นไม้ใหญ่ที่ใช้เวลาหลายสิบปี
  • ผูกติดกับพืชเฉพาะชนิด — หนอนผีเสื้อหลายชนิดกินพืชได้ชนิดเดียว ถ้าพืชนั้นหาย ผีเสื้อหายทันที เท่ากับวัดสุขภาพของพืชไปในตัว (ความผูกพันนี้เริ่มมาตั้งแต่ราว 98 ล้านปีก่อน ดู ตอนที่ 2)
  • ไวต่ออุณหภูมิ — ผีเสื้อเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ต้องผึ่งแดดให้อุ่นพอจึงจะบินได้ อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปกระทบโดยตรง
  • คนทั่วไปนับได้ — จำง่าย เห็นชัด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ทำให้เก็บข้อมูลได้ในสเกลที่ทีมวิจัยเล็ก ๆ ไม่มีทางทำเองได้

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิดมาก เพราะมันเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามีตัวเลขในหัวข้อถัดไปให้พูดถึงเลย

ตัวเลขจากต่างประเทศ

สหรัฐอเมริกา — หายไป 22% ในสองทศวรรษ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเดือนมีนาคม 2568 วิเคราะห์บันทึกผีเสื้อ 12.6 ล้านตัว จากการสำรวจกว่า 76,000 ครั้ง ใน 35 โครงการติดตาม ทั่วสหรัฐฯ

ผลคือระหว่างปี 2543–2563 จำนวนผีเสื้อโดยรวม ลดลง 22% หรือราว 1.3% ต่อปี โดยมีชนิดที่ลดลงมากกว่าชนิดที่เพิ่มขึ้นถึง 13 เท่า

เมื่อดูรายชนิดจะเห็นภาพชัดกว่านั้น 107 ชนิดลดลงเกินครึ่ง และ 22 ชนิดลดลงเกิน 90%

สหราชอาณาจักร — ประกาศภาวะฉุกเฉิน

ปี 2567 องค์กร Butterfly Conservation ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินผีเสื้อ" หลังผลนับผีเสื้อประจำปีออกมาต่ำที่สุดในประวัติการณ์ 14 ปีของโครงการ

ตัวชี้วัดปี 2566ปี 2567
ผีเสื้อเฉลี่ยต่อการนับ 15 นาที12 ตัว7 ตัว
จำนวนผีเสื้อที่บันทึกได้รวมราว 1.5 ล้านตัวราว 935,000 ตัว
การนับที่ไม่เจอผีเสื้อเลยต่ำกว่า9,000 ครั้ง (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)

ที่หนักกว่าตัวเลขคือรูปแบบ — หนึ่งในสามของชนิดที่บันทึกได้มีปีที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และไม่มีชนิดใดเลยที่มีปีที่ดีที่สุด

ประโยคที่องค์กรใช้สรุปคือใจความสำคัญของทั้งเรื่องนี้ คือผีเสื้อเป็นตัวชี้วัด เมื่อผีเสื้อมีปัญหา แปลว่าสิ่งแวดล้อมโดยรวมมีปัญหาไปแล้ว

Advertisement

สาเหตุ — สามปัจจัยที่ทำงานพร้อมกัน

งานวิจัยทั้งฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปชี้ไปที่ชุดปัจจัยเดียวกัน คือ การสูญเสียถิ่นอาศัย การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จุดที่ทำให้แก้ยากคือปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่เสริมกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถิ่นอาศัยที่เหลือถูกซอยเป็นหย่อมเล็ก ๆ ทำให้ประชากรผีเสื้อแยกขาดจากกัน พอเจอปีที่อากาศแล้งผิดปกติ ประชากรในหย่อมหนึ่งตายหมด และ ไม่มีผีเสื้อจากหย่อมอื่นบินมาเติมได้เพราะระยะทางไกลเกินไป

ในสภาพป่าที่ต่อเนื่อง เหตุการณ์แบบนี้จะฟื้นได้เอง แต่ในภูมิทัศน์ที่ถูกซอย มันกลายเป็นการสูญพันธุ์เฉพาะถิ่นแบบถาวร

สถานการณ์ในประเทศไทย

ดร.แก้วภวิกา รัตนจันทร์ นักกีฏวิทยาจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุสาเหตุหลักของการหายไปของผีเสื้อไทยไว้สามข้อ

  1. การบุกรุกถิ่นอาศัย จนพื้นที่ป่าสูญเสียความอุดมสมบูรณ์
  2. การลักลอบจับเพื่อการค้า
  3. การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่ทำให้สภาพไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิต

ข้อที่สองเป็นแรงกดดันเฉพาะของผีเสื้อที่ไม่เหมือนสัตว์ป่ากลุ่มอื่น

ปัญหาการค้าผีเสื้อ

ผีเสื้อหายากมีมูลค่าสูงมากในตลาดนักสะสม มีคดีเมื่อปี 2548 ที่ยึดซากผีเสื้อคุ้มครองได้ 8 ตัว ประเมินมูลค่าราว 17,400 บาท

ส่วน ผีเสื้อไกเซอร์อิมพีเรียล ถูกประเมินว่ามีมูลค่า เฉียดหลักล้านบาท ในกลุ่มนักสะสม

เมื่อสัตว์ตัวหนึ่งมีมูลค่าสูงขนาดนั้นและจับได้ด้วยสวิงอันเดียวโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ แรงกดดันจึงต่างจากสัตว์ป่าชนิดอื่นโดยสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลที่การไม่ซื้อผีเสื้อสตัฟฟ์มีผลจริงในทางปฏิบัติ

ผีเสื้อที่หายไปจากไทย

ตามบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ไทยมีผีเสื้อ 16 ชนิด ที่อยู่ในสถานะหายาก และชนิดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ผีเสื้อภูฐาน หรือที่รู้จักในชื่อ สมิงเชียงดาว

ผีเสื้อชนิดนี้ ไม่มีรายงานการพบตัวในธรรมชาติของไทยมานานราว 30 ปีแล้ว ประชากรในไทยเคยเป็นประชากรตกค้างขนาดเล็กทางภาคเหนือแถบเชียงใหม่ ซึ่งเชื่อกันว่าสูญหายไปจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและไฟป่า

สิ่งที่ควรเข้าใจให้ตรงคือ คำว่า "ไม่พบมา 30 ปี" ไม่เท่ากับการประกาศสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องผ่านการสำรวจอย่างเข้มข้นก่อน แต่สำหรับสัตว์ที่มีคนตามหาอย่างจริงจังขนาดนี้ การไม่พบเลยสามทศวรรษเป็นสัญญาณที่หนักมาก

ผีเสื้อภูฐานปีกลายดำสลับครีม มีแต้มสีแดงส้มที่ปีกหลัง
ผีเสื้อภูฐาน (Bhutanitis lidderdalii) หรือสมิงเชียงดาว — ประชากรในไทยไม่มีรายงานการพบมาราว 30 ปี ภาพนี้ถ่ายนอกประเทศไทย · ภาพ: MaheshBaruahwildlife · CC BY-SA 4.0 · via Wikimedia Commons

บทเรียนจากผีเสื้อจักรพรรดิ — ข้อมูลสำคัญพอ ๆ กับตัวสัตว์

ผีเสื้อจักรพรรดิ (monarch) เป็นผีเสื้อที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก จากการอพยพหลายพันกิโลเมตรจากอเมริกาเหนือลงไปรวมตัวกันนับล้านตัวบนต้นสนโอยาเมลในรัฐมิโชอากัง ประเทศเม็กซิโก

สิ่งที่ทำให้การอพยพนี้พิเศษคือ ไม่มีผีเสื้อตัวไหนเคยเดินทางเส้นนี้มาก่อน เพราะรุ่นที่บินลงใต้กับรุ่นที่บินกลับขึ้นเหนือเป็นคนละรุ่นกัน มันหาทางไปยังป่าที่ไม่เคยเห็นได้โดยไม่มีใครสอน

ส่วนที่เป็นบทเรียนคือเรื่องสถานะการอนุรักษ์ IUCN ขึ้นบัญชีผีเสื้อจักรพรรดิอพยพเป็น สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ในปี 2565 แล้วต่อมาในเดือนธันวาคม 2566 ปรับลดเป็น Vulnerable

เหตุผลของการปรับไม่ใช่เพราะประชากรฟื้นตัว แต่เพราะมีการทบทวนแล้วพบว่าแบบจำลองประชากรที่ใช้ประเมินเดิม ระมัดระวังเกินไป จนตีความแนวโน้มรุนแรงกว่าที่ข้อมูลรองรับ

เรื่องนี้มีสองแง่ที่ควรจำ แง่แรกคือวิทยาศาสตร์แก้ตัวเองได้เมื่อมีข้อมูลดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี แง่ที่สองคือ การปรับสถานะลงไม่ได้แปลว่าปัญหาหมดไป การเอาข่าวแบบนี้ไปสรุปว่า "เห็นไหม เขาว่าเกินจริง" คือการอ่านผิดทาง

ผีเสื้อจักรพรรดิจำนวนมหาศาลเกาะรวมกันบนกิ่งไม้ในเขตอนุรักษ์ที่เม็กซิโก
ผีเสื้อจักรพรรดิรวมตัวจำศีลหนาวที่เขตอนุรักษ์ในรัฐมิโชอากัง เม็กซิโก — รุ่นที่บินมาถึงที่นี่ไม่เคยเห็นเส้นทางนี้มาก่อน · ภาพ: Bfpage · CC BY 3.0 · via Wikimedia Commons

สิ่งที่ไทยขาดที่สุด — ไม่ใช่ความตระหนัก แต่เป็นข้อมูล

อังกฤษมีโครงการนับผีเสื้อโดยอาสาสมัครที่เก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งเป็นชุดข้อมูลแมลงที่ยาวที่สุดชุดหนึ่งของโลก สหรัฐฯ มี 35 โครงการติดตามที่รวมกันเป็นบันทึกผีเสื้อ 12.6 ล้านตัว

ไทยยังไม่มีชุดข้อมูลติดตามผีเสื้อระยะยาวในระดับเดียวกัน ผลคือ เรายังตอบไม่ได้ว่าผีเสื้อไทยลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ในยี่สิบปีที่ผ่านมา

นี่เป็นช่องว่างที่สำคัญ เพราะการจะออกนโยบายหรือจัดลำดับความสำคัญในการอนุรักษ์ ต้องรู้ก่อนว่าอะไรลดลงเร็วแค่ไหนและที่ไหน การไม่มีตัวเลขไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่แปลว่ามองไม่เห็นปัญหา

Advertisement

สิ่งที่ทำได้จริง

ระดับบ้านและสวน

  • ปลูกพืชอาหารหนอน ไม่ใช่แค่ไม้ดอก — ถ้าปลูกแต่ไม้ดอก ผีเสื้อจะแวะกินน้ำหวานแล้วไปวางไข่ที่อื่น
  • ยอมให้ใบมีรอยแหว่ง — สวนที่ไม่มีหนอนคือสวนที่ไม่มีผีเสื้อ
  • ลดยาฆ่าแมลงแบบครอบจักรวาล — ยาที่ฆ่าศัตรูพืชได้ก็ฆ่าหนอนผีเสื้อได้เท่ากัน
  • เว้นมุมรกไว้สักมุม — หญ้าและวัชพืชหลายชนิดคือพืชอาหารหนอน

ระดับการท่องเที่ยว

  • อย่าไล่ฝูงผีเสื้อให้บินขึ้นเพื่อถ่ายรูป — มันกำลังกินแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสืบพันธุ์ (ดู ตอนที่ 5)
  • ไม่ซื้อผีเสื้อสตัฟฟ์หรือกรอบผีเสื้อ — โดยเฉพาะชนิดสวยหายาก เพราะเป็นการสร้างตลาดให้การลักลอบจับ และหลายชนิดผิดกฎหมาย
  • ไม่จับ ไม่เก็บ — ผีเสื้อคุ้มครองตามกฎหมายไทยมีหลายชนิด การครอบครองมีความผิด

ระดับข้อมูล — ข้อที่มีผลมากที่สุดและคนทำน้อยที่สุด

ถ่ายรูปผีเสื้อที่เจอ แล้วบันทึกลงแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์พลเมืองพร้อม วันเวลาและพิกัด

ข้อมูลชิ้นเดียวดูไม่มีความหมาย แต่เมื่อคนจำนวนมากทำต่อเนื่องหลายปี มันจะกลายเป็นชุดข้อมูลแบบเดียวกับที่ทำให้อังกฤษรู้ตัวว่ากำลังมีปัญหา และเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่มี

ที่สำคัญคือข้อนี้ทำได้ทันทีด้วยโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรอนโยบายหรืองบประมาณจากใคร

สรุปทั้งซีรีส์

ผีเสื้อกลางวันสืบเชื้อสายจากผีเสื้อกลางคืนเมื่อราว 100 ล้านปีก่อน ผูกพันกับพืชเฉพาะชนิดมาตั้งแต่ราว 98 ล้านปีก่อน ผ่านการเปลี่ยนรูปที่แทบเป็นการสร้างร่างใหม่ และมีสีที่หลายส่วนไม่ได้มาจากเม็ดสีเลย

ความผูกพันกับพืชเฉพาะที่ทำให้มันอยู่รอดมาได้ร้อยล้านปี คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้มันเปราะบางที่สุดในวันนี้

ตัวเลขจากสหรัฐฯ และอังกฤษบอกว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงและเร็วกว่าที่คิด ส่วนไทยยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน เพราะยังไม่มีข้อมูลพอจะบอก และ การเริ่มเก็บข้อมูลวันนี้คือสิ่งที่ทำให้อีกยี่สิบปีข้างหน้าเราตอบคำถามนี้ได้

คำถามที่พบบ่อย

ผีเสื้อลดลงจริงหรือแค่รู้สึกไปเอง

ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรมีข้อมูลติดตามระยะยาวที่ยืนยันการลดลงอย่างชัดเจน คือลดลง 22% ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2543–2563 และค่าเฉลี่ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในอังกฤษปี 2567 ส่วนในไทยยังไม่มีข้อมูลระยะยาวเพียงพอที่จะระบุตัวเลขได้

ทำไมผีเสื้อถึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีกว่าสัตว์อื่น

เพราะมีวงจรชีวิตสั้นจึงตอบสนองเร็ว ผูกกับพืชเฉพาะชนิดจึงสะท้อนสุขภาพของพืชไปด้วย ไวต่ออุณหภูมิเพราะเป็นสัตว์เลือดเย็น และคนทั่วไปนับได้จึงเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก

ผีเสื้อจักรพรรดิถูกปรับสถานะลง แปลว่าสถานการณ์ดีขึ้นไหม

ไม่ใช่ การปรับจาก Endangered เป็น Vulnerable ในเดือนธันวาคม 2566 เกิดจากการทบทวนว่าแบบจำลองประชากรเดิมระมัดระวังเกินไป ไม่ได้เกิดจากการที่ประชากรฟื้นตัว สถานะ Vulnerable ยังคงหมายถึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

คนธรรมดาช่วยอะไรได้บ้างที่ได้ผลจริง

สามอย่างที่ได้ผลชัดคือ ปลูกพืชอาหารหนอนควบคู่ไม้ดอกในสวน ไม่ซื้อผีเสื้อสตัฟฟ์เพื่อไม่สร้างตลาดให้การลักลอบจับ และบันทึกผีเสื้อที่เจอลงแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์พลเมืองพร้อมวันเวลาและพิกัด ข้อสุดท้ายมีผลระยะยาวมากที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่ไทยยังขาด

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ: กลับไปตอนที่ 1 ภาพรวมทั้งซีรีส์ · ค้างคาวกับการผสมเกสรทุเรียน · ช้างป่า วิศวกรแห่งป่า · หมวดสัตว์โลก