เพื่อนบ้านรอบตัวถูกยึดเป็นอาณานิคมเกือบหมด — พม่า อินโดจีน มลายู — แต่สยามยังเหลือธงของตัวเอง หลายคนสรุปสั้นๆ ว่า “ไทยโชคดี” หรือ “เป็นรัฐกันชน”
ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก และราคาของเอกราชก็แพงกว่าที่ตำราเรียนมักเล่า
กลางถึงปลายศตวรรษที่ 19 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกแบ่งระหว่างมหาอำนาจ อังกฤษรุกจากพม่าและมลายู ฝรั่งเศสขยายจากเวียดนามเข้ากัมพูชาและลาว สยามกลายเป็นแผ่นดินตรงกลางที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามครองทั้งก้อน
แต่ “ตรงกลาง” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ถ้าผู้นำอ่านเกมผิด หรือแข็งกร้าวผิดจังหวะ สยามอาจกลายเป็นสมรภูมิหรืออาณานิคมได้เช่นกัน
“เอกราชของสยามไม่ได้มาจากโชคอย่างเดียว แต่มาจากการทูตที่ยอมแลก การปฏิรูปที่เร็วพอ และการใช้ความขัดแย้งของมหาอำนาจให้เป็นเกราะ”
พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) สยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ เปิดการค้า ลดกำแพงภาษี และให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ชาวต่างชาติหลายส่วน
หลายคนมองว่าเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม — จริง แต่ในบริบทยุคนั้น การปฏิเสธการค้าแบบปิดประเทศเสี่ยงต่อการถูกหาว่า “ป่าเถื่อน” แล้วถูกยึดเพื่อ “ทำให้ศิวิไลซ์” แบบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน
รัชกาลที่ 4 เลือกเปิดและเจรจา เพื่อซื้อเวลาและลดข้ออ้างในการใช้กำลัง
การทูตอย่างเดียวไม่พอ สยามต้องพิสูจน์ว่ามีรัฐแบบสมัยใหม่พอที่จะไม่ต้องถูกปกครองแทน — รวมอำนาจเข้าศูนย์กลาง จัดระบบราชการ กฎหมาย การศึกษา และการเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป
รัชกาลที่ 5 ยังเดินทางยุโรปเพื่อสร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำตะวันตก นี่คือ soft power ยุคแรกๆ ของสยาม — ไม่ใช่แค่พิธีการ
สยามรอดจากการเป็นอาณานิคมแบบเพื่อนบ้าน แต่ต้องจ่ายราคาด้วยการเสียดินแดนและเขตอิทธิพลจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังวิกฤติปากน้ำ พ.ศ. 2436 ที่ฝรั่งเศสกดดันจนสยามต้องยกฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและยอมเงื่อนไขหนัก — เอกราชที่เหลืออยู่ถูกซื้อด้วยแผนที่ที่หดเล็กลง
ค.ศ. 1896 อังกฤษกับฝรั่งเศสทำข้อตกลงที่ช่วยตรึงสยามให้อยู่ตรงกลางระหว่างอาณานิคมของตน — นี่คือที่มาของคำว่า buffer state ที่คนไทยคุ้นเคย
แต่เกราะนี้เกิดขึ้นหลังสยามเสียดินแดนและยอมประนีประนอมมาแล้ว ไม่ใช่ของขวัญที่มหาอำนาจยื่นให้ตั้งแต่ต้น
กล่าวสั้นๆ ได้ว่า มหาอำนาจไม่อยากสู้กันเองเพราะสยาม และสยามก็ใช้จังหวะนั้นเอาตัวรอด — ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
ข้อแรก — ไม่ได้หมายความว่าสยามไม่เคยเสียอำนาจอธิปไตยบางส่วน สิทธิสภาพนอกอาณาเขตและสนธิสัญญาไม่เท่าเทียมยังกระทบอธิปไตยทางเศรษฐกิจและกฎหมายอยู่
ข้อสอง — ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรุนแรงหรือวิกฤติ มีทั้งวิกฤติปากน้ำ การเจรจาที่ถูกข่มขู่ด้วยเรือปืน และการเสียดินแดนซ้ำๆ
ข้อสาม — “โชค” ไม่ใช่คำอธิบายหลัก คำอธิบายที่ตรงกว่าคือการทูตแบบไผ่ลู่ลม อ่านดุลอำนาจ และยอมแลกในจุดที่เจ็บน้อยกว่าการเสียทั้งอาณาจักร
ประเทศเล็ก–กลางอยู่รอดได้ไม่ใช่เพราะแข็งที่สุดเสมอไป แต่เพราะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรยืน เมื่อไหร่ควรโน้ม และจะสร้างคุณค่าร่วมกับหลายฝ่ายอย่างไรโดยไม่เสียแกนกลางของตัวเอง
ในยุคที่มหาอำนาจแข่งอิทธิพลในภูมิภาคอีกครั้ง คำถามเดิมของสยามยังไม่หมดอายุ — จะยืนตรงกลางอย่างไรโดยไม่กลายเป็นสนามประลองของคนอื่น
คุณคิดว่าปัจจัยไหนสำคัญที่สุดที่ทำให้ไทยไม่เป็นอาณานิคม การทูต การปฏิรูป หรือความขัดแย้งของมหาอำนาจเอง แชร์มุมมองของคุณได้เลย
แหล่งอ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม
กระทรวงการต่างประเทศ. Threats to National Independence: 1886–1896. mfa.go.th
Wikipedia contributors. History of Thailand / Bowring Treaty / Franco-Siamese crisis
John Bowring. The Kingdom and People of Siam (ภาพประกอบ Approaching Superiors in Siam, 1855)
Patrick Tuck. The French Wolf and the Siamese Lamb. White Lotus, 1995
แหล่งอ้างอิง
- กระทรวงการต่างประเทศ. Threats to National Independence: 1886–1896. mfa.go.th
- Wikipedia contributors. History of Thailand / Bowring Treaty / Franco-Siamese crisis
- John Bowring. The Kingdom and People of Siam — Approaching Superiors in Siam (1855)
- Patrick Tuck. The French Wolf and the Siamese Lamb. White Lotus, 1995