ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนสนิทถึงความทรงจำในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนคนแรกบอกว่าเป็นคืนที่สนุกและอบอุ่นที่สุด แต่อีกคนกลับจำได้เพียงความอึดอัดและอาหารที่ไม่อร่อย ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมความจริงในใจของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?
เรื่องนี้ไม่ต่างจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ประวัติศาสตร์" ที่เรามักเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทว่าในความเป็นจริง อดีตกลับมีรูปร่างที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามมุมมองและความคิดของผู้เล่าเสมอ
หลายคนอาจเคยผ่านชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่น่าเบื่อในวัยเด็ก ที่ซึ่งเราต้องคอยท่องจำปี พ.ศ. ชื่อบุคคลสำคัญ หรือผลลัพธ์ของสงครามเพื่อนำไปเขียนลงในกระดาษคำตอบ ราวกับว่าข้อมูลเหล่านั้นคือความจริงแท้เพียงชุดเดียวที่ไม่สามารถโต้แย้งได้
แต่หากเราก้าวเข้าสู่โลกของนักวิชาการอย่างแท้จริง เราจะพบว่านักประวัติศาสตร์ระดับโลกกว่า 12 ท่าน ต่างเคยเสนอแนะนิยามของคำว่า "ประวัติศาสตร์" ไว้แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงตามแว่นตาที่พวกเขาใช้มองโลก
ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นักคิดผู้ทรงอิทธิพลมองว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของวีรบุรุษ แต่คือเรื่องราวของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนสังคมผ่านปัจจัยการผลิตและระบบเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย
ในขณะที่ อี.เอช. คาร์ (E.H. Carr) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้เสนอแนวคิดอันแหลมคมไว้ในปี ค.ศ. 1961 ว่า ประวัติศาสตร์คือกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริงของเขา ซึ่งไม่มีวันจบสิ้นลงได้ง่ายๆ
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แผ่นศิลาจารึกที่สลักคำตอบตายตัว แต่เป็นบทสนทนาที่ไม่มีวันจบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
การทำงานเพื่อหาคำตอบทางประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 4 ประการด้วยกัน ได้แก่ เรื่องที่เลือกศึกษา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหลักฐาน การตีความของผู้ศึกษา และตัวตนหรือภูมิหลังของผู้ศึกษาเอง
ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์จึงยอมรับกันว่า แม้แต่ตัวบุคคลคนเดียวกัน หากได้กลับมาศึกษาเรื่องเดิมในเวลาที่ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตและมุมมองโลกที่เปลี่ยนไป ก็อาจได้ข้อสรุปที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เบื้องหลังคำว่า "ประวัติศาสตร์" ที่เราใช้อยู่ทุกวัน มีอะไรซ่อนอยู่?
สะท้อนกลับมาที่สังคมไทย คำที่เราคุ้นหูและใช้เรียกวิชานี้เป็นประจำอย่างคำว่า "ประวัติศาสตร์" แท้จริงแล้วเป็นคำที่มีอายุไม่นานนัก และแฝงไปด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางความคิดที่สำคัญยิ่ง
คำว่า "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยเป็นคำใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นและเริ่มใช้แพร่หลายในยุครัตนโกสินทร์ตอนปลาย โดยก่อนหน้านั้นสังคมไทยเข้าใจอดีตผ่านคำว่า "พงศาวดาร" "ตำนาน" และ "โบราณคดี" ซึ่งแต่ละคำมีนัยและวิธีมองความจริงในอดีตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนมาใช้คำว่าประวัติศาสตร์จึงเป็นการเปลี่ยนกรอบคิดการมองอดีตของสังคมไทยไปทั้งหมด
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น สังคมไทยเข้าใจอดีตผ่านกรอบคิดที่ต่างกันอย่างลิบลับ เช่น "ตำนาน" มักเป็นเรื่องเล่าที่ปะปนกับความเชื่อทางศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่ออธิบายที่มาของสถานที่หรือผู้คน โดยไม่ได้เน้นเรื่องเวลาที่แน่นอน
ขณะที่ "พงศาวดาร" จะเน้นการบันทึกเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์และราชสำนัก เพื่อแสดงถึงบุญญาธิการและการสืบทอดอำนาจอันชอบธรรม ส่วน "โบราณคดี" ในยุคแรกก็คือการศึกษาวัตถุโบราณเพื่อชื่นชมความเก่าแก่และศิลปะ
เมื่ออิทธิพลการเขียนประวัติศาสตร์ตามแนวทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกแพร่หลายเข้ามาในยุครัตนโกสินทร์ตอนปลาย การสถาปนาคำว่า "ประวัติศาสตร์" จึงเป็นการปฏิวัติวิธีคิด เพื่อบังคับให้อดีตต้องถูกอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีหลักฐานอ้างอิง และมีเส้นเวลาที่ชัดเจน
หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์ของการเขียนประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าแนวคิด "ประวัติศาสตร์ชาติ" (national history) ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณ แต่เพิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19–20 นี่เอง
ในช่วงเวลานั้น กระแสการเกิด "รัฐชาติ" (nation-state) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลในประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับประชาชนที่อาจมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์
แบบเรียนประวัติศาสตร์ชาติจึงถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่สร้างความรู้สึกร่วมว่า ทุกคนในประเทศมีบรรพบุรุษร่วมกัน มีศัตรูคนเดียวกัน และมีชะตากรรมที่ต้องเผชิญร่วมกัน เพื่อความมั่นคงทางการเมืองของรัฐ
สำหรับในประเทศไทย แนวคิดการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจงนี้ยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ใน "คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565)"
คู่มือฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ภายใต้กองทัพบก ซึ่งได้มีการระบุวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งไว้อย่างเด่นชัดว่า "ให้เกิดความภาคภูมิใจ ความรัก และความหวงแหนในความเป็นชาติไทย" ซึ่งเน้นย้ำเป้าหมายด้านความรู้สึกและการสร้างอุดมการณ์ร่วมกันในชาติเป็นสำคัญ
งานศึกษาของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหนังสือ "ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์" (พ.ศ. 2538) ได้ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า แบบเรียนและอนุสาวรีย์ต่างเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้กล่อมเกลาอุดมการณ์และความรู้สึกของพลเมืองมาโดยตลอด
5 ขั้นตอนที่ดูเหมือนเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมอคติยังแอบซ่อนอยู่ได้?
บางท่านอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อปัจจุบันเราใช้ "วิธีการทางประวัติศาสตร์" (historical method) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นสากลแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าจะมีความเป็นกลางและปราศจากอคติไม่ใช่หรือ?
ในความเป็นจริง วิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่:
ขั้นตอนที่ 1 คือ การตั้งคำถามและการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 2 คือ การประเมินค่าหรือวิพากษ์หลักฐาน เพื่อคัดกรองว่าหลักฐานใดจริงหรือปลอม และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
ขั้นตอนที่ 3 คือ การตีความข้อความหรือความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในหลักฐานเหล่านั้น
ขั้นตอนที่ 4 คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างสมเหตุสมผล
และขั้นตอนที่ 5 คือ การนำเสนอเรื่องราวสู่สาธารณะในรูปแบบงานเขียนหรือการบรรยาย
อย่างไรก็ตาม ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ 1 ถึง 5 ล้วนมีโอกาสที่อคติส่วนตัว ความเชื่อ ค่านิยม หรือประสบการณ์เฉพาะตัวของผู้ศึกษาจะแอบแทรกซึมเข้าไปได้เสมอโดยที่บางครั้งผู้ศึกษาเองก็อาจไม่รู้ตัว
ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในขั้นตอนแรกสุดอย่างการเลือกตั้งคำถามและการเลือกเก็บหลักฐาน หากผู้ศึกษาตั้งแง่หรือมีธงในใจอยู่แล้ว ก็มักจะเลือกมองหาและคัดเลือกเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตนเองและละเลยหลักฐานชิ้นอื่นๆ ไปอย่างง่ายดาย
ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องของการค้นหาความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าผู้คนในแต่ละยุคสมัยมีมุมมองต่อโลกอย่างไร และทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น
การเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและเปิดรับมุมมองที่หลากหลายในอดีต อาจช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของสังคมในปัจจุบันได้ดีขึ้น และช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากประวัติศาสตร์ในตำราเรียนที่คุณเคยท่องจำมาตลอด สามารถเปลี่ยนมุมมองไปได้ตามตัวตนของผู้เล่าและยุคสมัย คุณคิดว่ามีเหตุการณ์ใดในอดีตที่คุณอยากลองกลับไปสืบค้น ตั้งคำถาม และตีความใหม่อีกครั้งในวันนี้บ้างหรือไม่?
แหล่งอ้างอิง
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565). กองทัพบก, 2565. ISBN 978-616-422-090-4
Carr, E.H. What is History? Penguin Books, 1961 (พิมพ์ซ้ำ 1990)
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC). ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย. sac.or.th
นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. มติชน, 2538
แหล่งอ้างอิง
- โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565). กองทัพบก, 2565. ISBN 978-616-422-090-4
- Carr, E.H. What is History? Penguin Books, 1961 (พิมพ์ซ้ำ 1990)
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC). ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย. sac.or.th
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. มติชน, 2538