The World Ready โลโก้ THE WORLD READY
หน้าแรกประวัติศาสตร์ประวัติศาสตร์ไทยทำไมประวัติศาสตร์เดียวกันถึงตีความต่างกั…
ประวัติศาสตร์ไทย ซีรีส์: อ่านประวัติศาสตร์ให้เป็น

ทำไมประวัติศาสตร์เดียวกันถึงตีความต่างกันได้? ความจริงที่ตำราเรียนไม่เคยบอก

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว แต่เป็นบทสนทนาที่ไม่มีวันจบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

โดย ทีมบรรณาธิการ The World Ready 29 มิถุนายน 2569 อ่าน 2 นาที

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนสนิทถึงความทรงจำในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนคนแรกบอกว่าเป็นคืนที่สนุกและอบอุ่นที่สุด แต่อีกคนกลับจำได้เพียงความอึดอัดและอาหารที่ไม่อร่อย ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมความจริงในใจของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?

ข้อเท็จจริง
12+ นิยาม
จำนวนนิยามของคำว่า "ประวัติศาสตร์" จากนักวิชาการระดับโลกที่แตกต่างกันออกไป สะท้อนว่าไม่มีข้อสรุปที่เป็นหนึ่งเดียวแม้จะมีการศึกษาอดีตมานานหลายพันปี

เรื่องนี้ไม่ต่างจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ประวัติศาสตร์" ที่เรามักเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทว่าในความเป็นจริง อดีตกลับมีรูปร่างที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามมุมมองและความคิดของผู้เล่าเสมอ

เมื่ออดีตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว: ทำไมประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ "การจำแล้วเอาไปสอบ"?

หลายคนอาจเคยผ่านชั่วโมงเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่น่าเบื่อในวัยเด็ก ที่ซึ่งเราต้องคอยท่องจำปี พ.ศ. ชื่อบุคคลสำคัญ หรือผลลัพธ์ของสงครามเพื่อนำไปเขียนลงในกระดาษคำตอบ ราวกับว่าข้อมูลเหล่านั้นคือความจริงแท้เพียงชุดเดียวที่ไม่สามารถโต้แย้งได้

แต่หากเราก้าวเข้าสู่โลกของนักวิชาการอย่างแท้จริง เราจะพบว่านักประวัติศาสตร์ระดับโลกกว่า 12 ท่าน ต่างเคยเสนอแนะนิยามของคำว่า "ประวัติศาสตร์" ไว้แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงตามแว่นตาที่พวกเขาใช้มองโลก

ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นักคิดผู้ทรงอิทธิพลมองว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของวีรบุรุษ แต่คือเรื่องราวของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนสังคมผ่านปัจจัยการผลิตและระบบเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย

ในขณะที่ อี.เอช. คาร์ (E.H. Carr) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้เสนอแนวคิดอันแหลมคมไว้ในปี ค.ศ. 1961 ว่า ประวัติศาสตร์คือกระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริงของเขา ซึ่งไม่มีวันจบสิ้นลงได้ง่ายๆ

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แผ่นศิลาจารึกที่สลักคำตอบตายตัว แต่เป็นบทสนทนาที่ไม่มีวันจบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

การทำงานเพื่อหาคำตอบทางประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 4 ประการด้วยกัน ได้แก่ เรื่องที่เลือกศึกษา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหลักฐาน การตีความของผู้ศึกษา และตัวตนหรือภูมิหลังของผู้ศึกษาเอง

ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์จึงยอมรับกันว่า แม้แต่ตัวบุคคลคนเดียวกัน หากได้กลับมาศึกษาเรื่องเดิมในเวลาที่ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตและมุมมองโลกที่เปลี่ยนไป ก็อาจได้ข้อสรุปที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เบื้องหลังคำว่า "ประวัติศาสตร์" ที่เราใช้อยู่ทุกวัน มีอะไรซ่อนอยู่?

สะท้อนกลับมาที่สังคมไทย คำที่เราคุ้นหูและใช้เรียกวิชานี้เป็นประจำอย่างคำว่า "ประวัติศาสตร์" แท้จริงแล้วเป็นคำที่มีอายุไม่นานนัก และแฝงไปด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางความคิดที่สำคัญยิ่ง

⚡ Shocking Fact

คำว่า "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยเป็นคำใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นและเริ่มใช้แพร่หลายในยุครัตนโกสินทร์ตอนปลาย โดยก่อนหน้านั้นสังคมไทยเข้าใจอดีตผ่านคำว่า "พงศาวดาร" "ตำนาน" และ "โบราณคดี" ซึ่งแต่ละคำมีนัยและวิธีมองความจริงในอดีตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนมาใช้คำว่าประวัติศาสตร์จึงเป็นการเปลี่ยนกรอบคิดการมองอดีตของสังคมไทยไปทั้งหมด

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น สังคมไทยเข้าใจอดีตผ่านกรอบคิดที่ต่างกันอย่างลิบลับ เช่น "ตำนาน" มักเป็นเรื่องเล่าที่ปะปนกับความเชื่อทางศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่ออธิบายที่มาของสถานที่หรือผู้คน โดยไม่ได้เน้นเรื่องเวลาที่แน่นอน

ขณะที่ "พงศาวดาร" จะเน้นการบันทึกเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์และราชสำนัก เพื่อแสดงถึงบุญญาธิการและการสืบทอดอำนาจอันชอบธรรม ส่วน "โบราณคดี" ในยุคแรกก็คือการศึกษาวัตถุโบราณเพื่อชื่นชมความเก่าแก่และศิลปะ

เมื่ออิทธิพลการเขียนประวัติศาสตร์ตามแนวทางวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกแพร่หลายเข้ามาในยุครัตนโกสินทร์ตอนปลาย การสถาปนาคำว่า "ประวัติศาสตร์" จึงเป็นการปฏิวัติวิธีคิด เพื่อบังคับให้อดีตต้องถูกอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีหลักฐานอ้างอิง และมีเส้นเวลาที่ชัดเจน

จากอารยธรรมยุโรปสู่ห้องเรียนไทย: "ประวัติศาสตร์ชาติ" ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?

หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์ของการเขียนประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าแนวคิด "ประวัติศาสตร์ชาติ" (national history) ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณ แต่เพิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19–20 นี่เอง

ในช่วงเวลานั้น กระแสการเกิด "รัฐชาติ" (nation-state) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลในประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับประชาชนที่อาจมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์

แบบเรียนประวัติศาสตร์ชาติจึงถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่สร้างความรู้สึกร่วมว่า ทุกคนในประเทศมีบรรพบุรุษร่วมกัน มีศัตรูคนเดียวกัน และมีชะตากรรมที่ต้องเผชิญร่วมกัน เพื่อความมั่นคงทางการเมืองของรัฐ

สำหรับในประเทศไทย แนวคิดการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจงนี้ยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ใน "คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565)"

คู่มือฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ภายใต้กองทัพบก ซึ่งได้มีการระบุวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งไว้อย่างเด่นชัดว่า "ให้เกิดความภาคภูมิใจ ความรัก และความหวงแหนในความเป็นชาติไทย" ซึ่งเน้นย้ำเป้าหมายด้านความรู้สึกและการสร้างอุดมการณ์ร่วมกันในชาติเป็นสำคัญ

งานศึกษาของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหนังสือ "ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์" (พ.ศ. 2538) ได้ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า แบบเรียนและอนุสาวรีย์ต่างเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้กล่อมเกลาอุดมการณ์และความรู้สึกของพลเมืองมาโดยตลอด

5 ขั้นตอนที่ดูเหมือนเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทำไมอคติยังแอบซ่อนอยู่ได้?

บางท่านอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อปัจจุบันเราใช้ "วิธีการทางประวัติศาสตร์" (historical method) ซึ่งเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นสากลแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าจะมีความเป็นกลางและปราศจากอคติไม่ใช่หรือ?

ในความเป็นจริง วิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่:

ขั้นตอนที่ 1 คือ การตั้งคำถามและการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 2 คือ การประเมินค่าหรือวิพากษ์หลักฐาน เพื่อคัดกรองว่าหลักฐานใดจริงหรือปลอม และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

ขั้นตอนที่ 3 คือ การตีความข้อความหรือความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในหลักฐานเหล่านั้น

ขั้นตอนที่ 4 คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างสมเหตุสมผล

และขั้นตอนที่ 5 คือ การนำเสนอเรื่องราวสู่สาธารณะในรูปแบบงานเขียนหรือการบรรยาย

อย่างไรก็ตาม ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ 1 ถึง 5 ล้วนมีโอกาสที่อคติส่วนตัว ความเชื่อ ค่านิยม หรือประสบการณ์เฉพาะตัวของผู้ศึกษาจะแอบแทรกซึมเข้าไปได้เสมอโดยที่บางครั้งผู้ศึกษาเองก็อาจไม่รู้ตัว

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในขั้นตอนแรกสุดอย่างการเลือกตั้งคำถามและการเลือกเก็บหลักฐาน หากผู้ศึกษาตั้งแง่หรือมีธงในใจอยู่แล้ว ก็มักจะเลือกมองหาและคัดเลือกเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตนเองและละเลยหลักฐานชิ้นอื่นๆ ไปอย่างง่ายดาย

ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องของการค้นหาความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าผู้คนในแต่ละยุคสมัยมีมุมมองต่อโลกอย่างไร และทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น

การเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและเปิดรับมุมมองที่หลากหลายในอดีต อาจช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของสังคมในปัจจุบันได้ดีขึ้น และช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หากประวัติศาสตร์ในตำราเรียนที่คุณเคยท่องจำมาตลอด สามารถเปลี่ยนมุมมองไปได้ตามตัวตนของผู้เล่าและยุคสมัย คุณคิดว่ามีเหตุการณ์ใดในอดีตที่คุณอยากลองกลับไปสืบค้น ตั้งคำถาม และตีความใหม่อีกครั้งในวันนี้บ้างหรือไม่?

แหล่งอ้างอิง

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565). กองทัพบก, 2565. ISBN 978-616-422-090-4

Carr, E.H. What is History? Penguin Books, 1961 (พิมพ์ซ้ำ 1990)

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC). ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย. sac.or.th

นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. มติชน, 2538

แชร์
ประวัติศาสตร์ไทย วิธีการทางประวัติศาสตร์ การตีความ ประวัติศาสตร์ชาติ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์
TW
ทีมงาน The World Ready
เนื้อหาตรวจสอบโดยทีมบรรณาธิการ อ้างอิงจากแหล่งวิชาการที่เชื่อถือได้
แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้

แหล่งอ้างอิง

  1. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า. คู่มือการสอนอบรมวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565). กองทัพบก, 2565. ISBN 978-616-422-090-4
  2. Carr, E.H. What is History? Penguin Books, 1961 (พิมพ์ซ้ำ 1990)
  3. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC). ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย. sac.or.th
  4. นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. มติชน, 2538