เกมนี้ที่ไมอามีระอุไม่แพ้อากาศฟลอริดาเลยครับ 🔥 เพราะซาอุดีอาระเบียที่เคยสร้างเซอร์ไพรส์ช็อกโลกด้วยการเอาชนะอาร์เจนตินาแชมป์เก่าในบอลโลกครั้งก่อน มาทัวร์นาเมนต์นี้ก็ทำท่าจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้งกับอุรุกวัย ทีมแชมป์โลก 2 สมัย
ไฮไลต์ของเกมมีดังนี้:
ซาอุดีอาระเบียขึ้นนำก่อนในช่วงท้ายครึ่งแรก จากอับดุลเอลาห์ อัล-อัมรี ที่สอยบอลหลังผู้รักษาประตูเฟอร์นันโด มุสเลรา เซฟลูกโหม่งของโมฮัมเหม็ด คานโนะไม่ขาด
ฝั่งอุรุกวัยปรับเกมให้ดุดันขึ้นในครึ่งหลัง หลังเปลี่ยนดาร์วิน นูเนซ อดีตดาวยิงลิเวอร์พูลออกตั้งแต่พักครึ่ง
สุดท้าย มักซิ อาราอูโฆก็ตีเสมอได้สำเร็จในช่วง 10 นาทีสุดท้าย จากบอลกระดอนหลังผู้รักษาประตูอัล-โอไวส์เซฟลูกโหม่งของบีญาสไม่ขาด จบเกมด้วยสกอร์ 1-1 Yahoo Sports
แม้จะเสียคลีนชีตไป แต่ผู้รักษาประตูอัล-โอไวส์ของซาอุฯ ก็ยังได้รับเลือกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกม จากการเซฟที่กดอุรุกวัยทีมของบีเอลซา อดีตกุนซือลีดส์ ยูไนเต็ด ไว้ได้ตลอดเกม
เกร็ดน่าสนใจที่ทำให้แมตช์นี้มีมิติมากขึ้น: อุรุกวัยคือเจ้าภาพบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 และจะได้เป็นเจ้าภาพนัดฉลองครบรอบ 100 ปีในปี 2030 ส่วนซาอุดีอาระเบียก็จะได้เป็นเจ้าภาพบอลโลกในปี 2034 ถือเป็นการพบกันของ "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต" ของวงการบอลโลกแบบไม่ได้ตั้งใจ
ถ้าให้เดาความรู้สึกแฟนบอลซาอุฯ ตอนเห็นทีมตัวเองนำอยู่จนเกือบจบเกม คงมีคนคิดในใจว่า "เกือบจะได้ฮีโร่คนใหม่อีกแล้ว!" 😅 แต่สุดท้ายอุรุกวัยก็ดึงแต้มกลับมาได้ทันเวลา เก็บไป 1 แต้มแบบหืดขึ้นคอ