นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียเปิดเผยว่า เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงได้คร่าชีวิตลูกแมวน้ำช้างใต้ไปกว่า 13,000 ตัว บนเกาะเฮิร์ดและเกาะแมคโดนัลด์ พื้นที่ห่างไกลใกล้แอนตาร์กติกาของออสเตรเลีย เรื่องนี้น่าสนใจสำหรับคนไทย เพราะไทยเองก็มีประวัติเผชิญวิกฤตไข้หวัดนก H5N1 มาก่อนในช่วงปี 2547-2551 ซึ่งกระทบทั้งอุตสาหกรรมไก่และมีผู้เสียชีวิต การติดตามสถานการณ์ไข้หวัดนกทั่วโลกจึงยังเป็นเรื่องที่ไทยต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง 🦠
รายละเอียดสำคัญจากงานวิจัยมีดังนี้
- ทีมนักวิจัยจาก Australian Antarctic Program สำรวจพื้นที่ในเดือนตุลาคม 2568 และมกราคม 2569 พบลูกแมวน้ำช้างใต้ตายไปแล้วประมาณ 13,359 ตัว จากประชากรทั้งหมด 17,364 ตัว หรือคิดเป็น 76% และในบางกลุ่มย่อยอัตราตายสูงถึง 97%
- ผลตรวจทางพันธุกรรมยืนยันว่าเป็นเชื้อ H5N1 สายพันธุ์ clade 2.3.4.4b ซึ่งคาดว่าแพร่มาจากหมู่เกาะโครเซต์ตั้งแต่ราวเดือนสิงหาคม 2568 สอดคล้องกับการแพร่กระจายไปทางตะวันออกของไข้หวัดนกในแถบใต้แอนตาร์กติกา
- เชื้อยังพบในนกเพนกวินคิงและเจนทู แมวน้ำขนแอนตาร์กติก และนกนางแอ่นบางสายพันธุ์ แต่ไม่พบการตายผิดปกติในนกอัลบาทรอสหรือนกประจำถิ่นของเกาะ
- นี่เป็นการพบเชื้อ H5 ครั้งแรกในดินแดนภายนอกของออสเตรเลีย แม้แผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียยังคงเป็นทวีปเดียวที่ปลอดเชื้อสายพันธุ์นี้
- รัฐบาลออสเตรเลียประกาศลงทุนกว่า 35.9 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อเสริมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังและป้องกัน หากเชื้อแพร่เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ในอนาคต
นักวิจัยอาวุโสของโครงการ Jarrod Hodgson ให้สัมภาษณ์ว่าตัวเลขนี้ "very sobering" หรือชวนสะเทือนใจมาก แม้จะเป็นสิ่งที่ทีมเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว มุมมองที่สำคัญสำหรับคนไทยคือ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าไข้หวัดนกยังคงแพร่กระจายและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องทั่วโลก แม้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนสำหรับทุกประเทศที่มีอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอย่างไทย ที่ต้องไม่ลดความเข้มงวดด้านการเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีกและฟาร์มเลี้ยง เพราะประวัติศาสตร์เคยพิสูจน์มาแล้วว่าไข้หวัดนกสามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสาธารณสุขได้จริง
"ฟังตัวเลขแล้วใจหาย สัตว์ป่าที่ไม่มีทางป้องกันตัวเองได้เลยจากโรคแบบนี้ น่าเห็นใจจริงๆ"
ทีม The World Ready จะติดตามความคืบหน้าด้านการเฝ้าระวังไข้หวัดนกทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับไทยต่อไป แหล่งข่าว: Bangkok Post (AFP)
#ไข้หวัดนก #H5N1 #สัตว์ป่า #TheWorldReady