ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่เยาวชนไทยกลายเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข เมื่อนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าเด็กไทยเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี และมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้นถึง 4.30 เท่า โรงเรียนสารภีพิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ จึงร่วมกับนักวิจัยพัฒนา "สารภีพิทยาคมโมเดล" เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
รายละเอียดที่น่าตกใจจากการสำรวจมีดังนี้
- สำรวจนักเรียน ม.1–ม.6 จำนวน 920 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า 25.8% เคยลองใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาแล้ว และ 7.4% ใช้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
- อาการทางกายที่พบในกลุ่มผู้ใช้ได้แก่ เหนื่อยง่าย 73.5%, แน่นอก 41.2%, ไอ 36.8% และระคายคอ 32.4%
- แหล่งซื้อที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ซื้อจากเพื่อน 40.5% รองลงมาคือผ่านแอปไลน์ 27.8% และเฟซบุ๊ก 26.6% สะท้อนว่ามาตรการห้ามขายในร้านค้าอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
- ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงซึมเศร้าระดับปานกลางสูงขึ้น 2.44 เท่า และซึมเศร้าระดับรุนแรงสูงขึ้นถึง 4.30 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ใช้
สารภีพิทยาคมโมเดลวางกลไกการทำงาน 3 ฝ่ายพร้อมกัน ได้แก่ ครูที่ปรึกษาคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและเยี่ยมบ้านนักเรียน 100% ภายในภาคเรียน, แกนนำนักเรียนช่วยดูแลเพื่อนในรุ่นเดียวกัน เพราะเด็กวัยนี้รับฟังเพื่อนได้ดีกว่าผู้ใหญ่ และแพทย์จาก ม.เชียงใหม่เข้ามาช่วยแยกกลุ่มเสี่ยงและส่งต่อบำบัดรักษาแบบไม่ตีตรา
สำหรับผู้ปกครองและคนในครอบครัว นี่คือสัญญาณเตือนที่ทุกบ้านต้องรับรู้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันถูกออกแบบให้ดูเหมือนของเล่น สีสันสดใส กลิ่นหอม ยากที่จะสังเกตเห็นในกระเป๋านักเรียน นักวิจัยยังพบด้วยว่าเด็กที่มีความภูมิใจในตัวเองสูง ผลการเรียนดี มีโอกาสติดบุหรี่ไฟฟ้าน้อยกว่ามาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสร้างความมั่นใจและคุณค่าในตัวเองให้เด็กคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
"รู้แบบนี้แล้วต้องไปคุยกับลูกหลานที่บ้านด่วนเลย ใครคิดว่าลูกตัวเองไม่มีทางสูบบุหรี่ไฟฟ้า อาจต้องคิดใหม่"
ทีม The World Ready ขอนำเสนอข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองและสังคมไทย และหวังว่าสารภีพิทยาคมโมเดลจะเป็นต้นแบบที่โรงเรียนทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้ได้ครับ แหล่งข่าว: Thai PBS
#บุหรี่ไฟฟ้า #เยาวชนไทย #สุขภาพเด็ก #TheWorldReady